ผ้าป่า
ด่วน!!!!! เปิดจองเป็นเจ้าภาพลูกนิมิต พร้อมรับมีดตัดหวายลูกนิมิต กำหนดตัดหวายวันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม 2562 ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ โทร.0850889150

หลวงตาสงค์

ประวัติหลวงตาสงค์
(สา ปสุโต)
เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดบ้านขะยูงอีสานใต้

ประวัติ ตำนาน พระอริยสงฆ์แห่งดินแดนอีสานใต้ โดยเฉพาะหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ผู้เขียนได้นำเสนอท่านทั้งหลายไว้เกี่ยวกับเรื่องราวปริศนาธรรมหลวงปู่สรวงที่ท่านได้สอนเอาไว้อย่างน่าคิด โดยได้ถอดรหัสปริศนาธรรมต่าง ๆ ตามกำลังสติปัญญา เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ผู้เขียนเกิดคำถามแก่ตนเองว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์หลวงปู่สรวง ผู้มีจริยวัตรอันงดงามน่าเคารพกราบไหว้และยังมีชีวิตอยู่คือใคร จึงพิจารณาดูจากที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ตามรอยเส้นทางธรรมหลวงปู่สรวงมาพอสมควร ทำให้พอได้คำตอบแก่ใจตนเองว่ามีอยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละรูปนั้นก็ล้วนมีวิชาอาคมที่แตกต่างกันไป ส่วนมากที่คล้ายกันจะมีวัตรปฏิบัติที่เรียบง่าย สมถะ สันโดษ หลาย ๆ ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ยังเก็บตัวเงียบ
ในเวลานี้ขอนำเสนอประวัติหลวงตาสงค์ที่ผู้เขียนมีความเคารพศรัทธาท่านมาก ชาวบ้านเรียก หลวงตาสงค์ ชื่อจริง สา ปสุโต นามสกุลเดิม โต๊ะทอง เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ มิ.ย. ๒๔๙๓ บิดา ชื่อ นายป้อม มารดา ชื่อ นางจันทร์
หลวงตาสงค์ (สา ปสุโต) ครูบาอาจารย์ใหญ่สายศิษย์หลวงปู่สรวงที่เก็บตัวเงียบ คงถึงเวลาที่ท่านพร้อมออกมาโปรดพวกเราทั้งหลาย ซึ่งท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพกราบไหว้บูชา มีความเป็นอยู่อย่างสมถะสันโดษ เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน เป็นที่พึ่งทางใจแก่ชาวบ้านมาโดยตลอด สมัยที่ท่านสุขภาพแข็งแรงใครป่วยไข้ไม่สบายก็ไปให้ท่านช่วยรักษาด้วยว่านยาสมุนไพร ใครโดนของไสยศาสตร์ก็ให้ท่านช่วยถอนของ ใครโชคลางไม่ดีก็มาให้ท่านรดน้ำมนต์ สะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตาเสริมบารมีต่าง ๆ บางคนได้โชคลาภถูกหวยรวยเบอร์มาสร้างกุฏิถวายท่านโดยทางวัดไม่ต้องออกทุนสักบาทเลยก็มี

จึงพอกล่าวสรุป ๆ ได้ว่า ท่านเก่งทางด้านว่านยาสมุนไพร ถอนหรือแก้คุณไสยด้วยคาถาอาคม สวดสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา สวดเสริมบารมี ทำนายทายทัก บอกเลขใบ้หวย เป็นการอนุเคราะห์ด้วยความเมตตาของท่านที่มีต่อเหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายที่กำลังมีทุกข์ ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะมองว่าเป็นเดรัจฉานวิชา ผู้เขียนก็ไม่อาจจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ เพราะว่าวิชาต่าง ๆ อาจจะเป็นเดรัจฉานวิชาจริง หากเพียงอยากจะบอกในที่นี้ว่า เมื่อท่านยังไม่ได้มาสัมผัสหรือมาพบหลวงตาสงค์ด้วยตนเองในเวลานี้ ก็อาจจะไม่ได้เกิดศรัทธาท่าน หรือหากมีศรัทธาต่อท่านอาจจะเป็นความศรัทธาอย่างงมงายก็ได้
ผู้เขียนมีโอกาสได้พบท่าน ได้ดูแลรับใช้ท่าน ในช่วงเวลานี้ จึงเข้าใจ และขอพูดแบบเต็มปากเต็มคำว่า เรากราบไหว้หลวงตาได้อย่างสนิทใจ ท่านไม่ได้นำพาเราให้หลงงมงาย มีแต่คอยบอก คอยสอน คอยเตือน คอยให้กำลังใจ ให้ข้อคิดและปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี มีความเมตตาต่อผู้คนทั้งหลายโดยไม่เลือกดีมีจน เสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งหมด เกื้อกูลค้ำจุนโลกด้วยความเมตตาอย่างแท้จริง (เมตตาธรรมค้ำจุนโลก)

ปัจจุบันหลวงตาท่านไม่ได้ยึดติดวิชาคาถาอาคมทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเกจิอาจารย์อีสานใต้นั้น เก่งด้านเวทย์มนต์คาถาอาคม แต่เกจิอาจารย์ทั้งหลายท่านไม่ได้ยึดติดสิ่งเหล่านี้ ท่านอนุเคราะห์ผู้คนทั้งหลายด้วยวิชาคาถาอาคม ผ่านกำลังจิตอันบริสุทธิ์ ทำให้เกิดอานุภาพเกิดเป็นฤทธิ์น่าอัศจรรย์ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการบอกธรรมสอนธรรม ให้ข้อคิดนำเอาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และเกจิอาจารย์อีสานใต้ส่วนมากจะพูดน้อย สอนน้อย เช่น หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ซึ่งคำสอนที่เราทั้งหลายคุ้นหูจดจำกันแม่น ๆ มีเพียงไม่กี่ประโยค เช่น ออยเตียนสรูล (ให้ทานแล้วมีความสุข) เทอเจิตออยสรูล (ทำใจให้มีความสุข) เทอเจิตออยสะโลต (ทำใจให้บริสุทธิ์) กัมคอนเวีย (กรรมของมัน) เป็นต้น
ฉะนั้น หลวงตาสงค์ (สา ปสุโต) เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้ จึงน่าเคารพกราบไหว้บูชา ผู้เขียนจึงจะขอโอกาสเขียนจารึกประวัติหลวงตาสงค์ ไว้ให้ลูกหลายได้ศึกษากันต่อไป

เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้

คำว่า “เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้” เป็นคำที่ผู้เขียนขอเรียกขานถึงหลวงตาโดยเหตุผล ซึ่งขอแยกอธิบายให้ชัดเจนเพื่อการศึกษาประวัติหลวงตาอย่างไม่งมงายดังนี้
คำว่า “เทวดา” ผู้เขียนนึกถึงคุณธรรมของเทวดา คือ หิริ โอตตัปปะ เรีกกว่า เทวตาธรรม
หิริ แปลว่า ละอายต่อบาป
โอตตัปปะ แปลว่า เกรงกลัวต่อบาป
คุณธรรมสองข้อนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมผัสต่อหลวงตาและพบคุณธรรมข้อนี้เด่นชัดมาก เพราะท่านแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมข้อนี้เสมอ ๆ อะไรที่เป็นบาปท่านจะคอยบอกคอยเตือนไม่ให้กระทำ ให้ระมัดระวัง จึงแสดงให้เห็นว่าคำขนานนามหลวงตาสงค์ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า เทวดา มีเจตนาเพื่อเป็นอุบายให้นึกถึงธรรมที่หลวงตาท่านได้ทำให้ดู อยู่ให้เห็น ทำให้เป็นตัวอย่างชัดเจน ท่านจึงเสมือนดั่งเทวดาของสานุศิษย์ทั้งหลายนั้นเอง และนอกจากนั้นหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน เป็นอาจารย์ของท่านผู้ได้รับขนานนามว่า เทวดาเดินดิน
การเรียกขนานนามหลวงปู่สรวงว่า เทวดาเดินดินนั้น ตามความคิดเห็นของสานุศิษย์หลวงปู่จากที่ผู้เขียนได้ศึกษาสอบถามจากสานุศิษย์หลวงปู่สรวงหลายท่าน สามารถสรุปได้สองประการ คือ ส่วนแรก มองว่าหลวงปู่สรวงเป็นเทวดาจากสรวงสวรรค์มาเกิดเดินดิน ส่วนที่สองมองว่า ท่านมีคุณธรรมของเทวดาโดยสมบูรณ์ คือ หิริ โอตตัปปะ สิ่งสำคัญที่เป็นคุณประโยชน์มาก คือ การมองว่าหลวงปู่เป็นผู้มีคุณธรรมของเทวดาโดยสมบูรณ์ ทำให้การระลึกถึงหลวงปู่เช่นนี้เกิดเป็นเทวตานุสสติและเป็นสังฆานุสสติ ดังนั้น ศิษย์กับอาจารย์มีคุณธรรมที่ตรงกันที่สมกันแล้วที่ครูบาอาจารย์ท่านได้สืบทอดแม้คุณธรรมอันดีงามนี้ และพลอยให้สานุศิษย์ทั้งหลายได้ยึดเอาไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้
คำว่า “ผู้รัตตัญญู” แปลว่า “ผู้รู้ราตรี” หมายความว่า ผู้รู้กาลนาน, ผู้มีอายุมาก จำกิจการต่าง ๆ ได้มาก หลวงตาสงค์ เป็นครูบาอาจารย์ผู้รัตตัญญูต่อหลวงปู่สรวงอย่างแท้จริง เพราะหลวงตาสงค์ท่านเป็นผู้สืบทอดคาถา วิชาอาคม พร้อมทั้งกับจดจำแนวปฏิบัติ กิจกรรมปริศนาธรรมต่าง ๆ เช่น การขึ้นว่าวปริศนาธรรม แม้หลวงปู่สรวงจะละสังขารไปนานกว่า ๑๔ ปี หลวงตาสงค์ท่านก็ยังคงจดจำคาถาที่หลวงปู่สรวงเคยสอน และนำคาถาเหล่านั้นมาใช้สวดโปรดอนุเคราะห์แก่เหล่าสานุศิษย์ทั้งหลาย ท่านได้กราบระลึกถึงบูชาหลวงปู่สรวงโดยมิได้ขาด ท่านจะทำพิธี ทำบายศรีบูชาครูหลวงปู่สรวง ในวันพฤหัสบดีเป็นประจำ โดยท่านให้เหตุผลว่า วันพฤหัสบดีเป็นวันครูจึงทำถวายบูชาหลวงปู่สรวงครูอาจารย์ของท่าน และนอกจากนั้นท่านก็จะทำพิธีขึ้นว่าวบูชาหลวงปู่สรวง ซึ่งหลวงปู่สรวงท่านเคยพาทำอย่างไรหลวงตาสงค์ท่านก็จดจำและยังคงปฏิบัติเพื่อระลึกถึง เพื่อบูชาหลวงปู่สรวงอย่างสม่ำเสมอ ณ วัดขะยูง ต.ห้วยตามอญ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนขอกล่าวขนานนามหลวงตาสงค์ว่า “เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้” ถือว่าเป็นการขนานนามถึงหลวงตาโดยมีเหตุผลรับรองเพื่อตอบคำถามว่า ทำไมจึงขนานนามท่านว่า “เทวดาผู้รัตตัญญู” นั่นเอง

หลวงตาสงค์มรณะแล้วฟื้นคืน

หลวงตาสา ปสุโต ชาวบ้านรู้จักท่านในนามที่ชื่อว่า หลวงตาสงค์ ในเวลานี้ท่านคือครูอาจารย์องค์หนึ่งในสายศิษย์หลวงปู่สรวง ที่น่ากราบไว้ได้อย่างสนิทใจอย่างแท้จริง เราทั้งหลายอาจจะไม่เคยรู้จัก หรือรู้จักบ้างเล็กน้อย แต่ในแถบพื้นที่รู้จักเกียรติประวัติท่านเป็นอย่างดี ท่านมีชื่อเสียงมากในครั้งสมัยหลวงปู่สรวงยังมีชีวิต ในด้าน รดน้ำมนต์ เป่าเสกคาถา รักษาคนป่วย ด้วยว่านยาสมุนไพร รักษาคุณไสย์ ดูดวง สะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา เสริมบารมีต่าง ๆ พักหลัง ๆ ท่านหายเงียบไปนานกว่าสิบปี อันเนื่องมาจาก ท่านถูกรถชนและมรณะ ห้าวัน หลวงพ่อนรินทร์ (พระครูไพโรจน์อินทสาร) เจ้าอาวาสวัดขะยูงในปัจจุบัน ท่านเล่าว่า ในระหว่างที่ทางวัดเตรียมงานทำบุญ อยู่ ๆ ท่านฟื้นขึ้นมา ในขณะที่มรณะไปแล้วห้าวัน นั้นเอง พอท่านฟื้นขึ้นมาแล้วความจำ (สัญญา) เดิมหลาย ๆ อย่างของท่านเสื่อมไป แต่ตอนพักหลัง ๆ มานี้หลวงตาท่านฟื้นสัญญาเดิมได้มากเลยทีเดียว มีเพียงตัวยาสมุนไพรที่ท่านมองไม่ออกว่าเป็นยาอะไร เพราะตาของท่านมองไม่ชัด และเสีย (บอด) ข้างหนึ่งแล้ว ที่ท่านฝื้นขึ้นมาได้นั้นท่านบอกว่าหลวงปู่สรวงช่วยพาท่านกลับคืนมาเอง
ฉะนั้น ในเวลานี้ ไม่อยากให้ทุกท่านมองข้ามและพลาดโอกาสแห่งช่วงเวลานี้ไป เพราะขณะนี้ท่านยังทรงธาตุขันธ์อยู่ ที่สำคัญกว่านั้น ท่านเพิ่งกลับมาอยู่วัดขะยูง เป็นวัดที่ท่านได้สร้างมาตั้งแต่ก่อตั้งวัด แม้ปัจจุบันท่านได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เพราะท่านไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งท่านบอกผู้เขียนเอง อะไรที่หลวงตาท่านทำได้ท่านก็จะทำ อะไรที่หลวงตาทำไม่ได้ท่านก็จะไม่ทำ ท่านเป็นผู้รู้จักประมาณตนเอง ไม่ทำอะไรเกินกำลัง ถือเป็นการกระทำตัวอย่างที่ดีมาก

อมตธรรมคำสอนหลวงตาสงค์

สำหรับอมตธรรมคำสอนของหลวงตาสงค์ ท่านสอนแต่ละครั้งไม่ได้มาจากการเทศนาเป็นกัณฑ์ หรือขึ้นธรรมมาสน์แสดงธรรม หรือบรรยายธรรม แต่เป็นคำสอนที่มาจากการได้สนทนาธรรมกับท่าน ซึ่งเป็นคำสอนสั้น ๆ เป็นประโยคสั้น ๆ ผู้เขียนพยายามที่จะจดจำจารึกไว้เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติของสานุศิษย์ทั้งหลายต่อไป และผู้เขียนขออนุญาตเขียนอธิบายขยายความเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย เช่น ประโยคคำสอนที่ว่า “ไม่ต้องอยากได้อะไร ให้อย่างเดียว” คำว่าอยาก มาจากคำว่า ตัณหา ในทางพระพุทธศาสนามองความหมายตัณหาครอบคลุมถึง ราคะ ความอยาก กามารมณ์ กิเลส ความต้องการ ความใคร่ ฉะนั้น ท่านมุ่งหมายเพื่อให้ ละตัณหาคือความอยากออกไปก่อน ท่านจึงบอกว่าไม่ต้องอยากได้อะไร ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามก็ไม่ต้องอยากได้ อยากมี อยากเป็น เพราะเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ เมื่อละได้ก็ไม่ต้องทุกข์
ส่วนคำว่า “ให้อย่างเดียว” คือ ข้อปฏิบัติเพื่อละความตัณหานั้น กล่าวคือ คำว่า “ให้” ตรงกับคำว่า “ทาน” แปลว่า ให้ คือความสละออกไป ละออกไป เช่น ให้ทาน ก็เพื่อละความโลภ ให้อภัย เพื่อละความโกรธ ให้ปัญญา เพื่อละความหลง นี่คือนัยความหมายของประโยคทอง อมตธรรมคำสอนหลวงตาสงค์ (สา ปสุโต) ผู้เป็นศิษย์หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน
หลวงตาสวดมนต์ทำวัตร เป็นกิจวัตรประจำวันขององค์ท่าน ครูบาอาจารย์จะไม่ทิ้ง ไม่ปล่อยปละละเลย เรื่องการสวดมนต์ภาวนา และท่านเมตตาลูกศิษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนท่านก็ระลึกถึงและปรารถนาดีเสมอ ผู้เขียนมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับท่าน ส่วนมากท่านจะถามประโยคแรกว่า “เป็นยังไงบ้างฝันดีไหม” ก็รีบตอบท่านว่า “ดีครับผมหลวงตา” ท่านบอกว่า “ดีแล้ว” ขอให้เจริญ ๆ ไปหน้า และท่านบอกว่า ท่านสวดมนต์นั่งสมาธิแผ่เมตตาให้ด้วย ฟังคำพูดหลวงตาแล้วรู้สึกมีความสุขใจปิติใจอย่างบอกไม่ถูกจริง ๆ เพียงได้แต่อุทานในใจว่า นี่หนอความเมตตาของครูบาอาจารย์ที่ไม่มีประมาณอย่างแท้จริง คำของครูบาอาจารย์นี้เป็นพลังใจที่สำคัญมากที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามสู่ความสำเร็จอย่างหนึ่งอย่างใดได้ เพราะหลายครั้งที่ผู้เขียนเองกำลังทำงานแล้วเจออุปสรรคปัญหา แต่ไม่เคยบอกหลวงตาว่าเจออะไรบ้าง ท่านกลับพูดออกมาเหมือนว่าท่านคงรู้ว่าเรากำลังเจออุปสรรค์ปัญหา ท่านก็ได้ให้กำลังใจท่านจะบอกเป็นคำอวยพรว่า “ขอให้สบายใจไปหน้า”
หลวงตาท่านพูดน้อย คุยไม่มาก แต่มีค่ามากทุกประโยคที่หลวงตาท่านพูดมีค่าสำหรับผู้เขียนเสมอ ซึ่งผู้เขียนพยายามน้อมเข้ามาใส่ใจ แล้วพิจารณาตามท่าน แม้บางครั้งเวลาท่านสอนญาติโยมท่านจะสอนว่า “ทำดีไม่ดีก็ให้รู้” แค่ประโยคเดียวที่ญาติโยมได้ยินได้ฟังสามารถจดจำไว้เตือนใจเป็นข้อคิดได้ทั้งชีวิต ฉะนั้น คำสอนของท่าน คือ สิ่งที่ดีมีค่ามาก ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า สิ่งดี ๆ ที่มีค่ามากมีอะไร และเราจะได้อะไรจากการศึกษาประวัติจากหลวงตา ความขลัง ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา เสริมบารมี ผู้เขียนไม่ปฏิเสธ นั้นคือเรื่อง “ศรัทธา” และผู้เขียนก็ศรัทธาท่านมากอยู่แล้ว ส่วนคำสอน คือเรื่องของ “ปัญญา” ที่จะขาดไม่ได้ซึ่งต้องประกอบกันจึงจะไม่หลงงมงาย
ศรัทธา กับ ปัญญา จึงเป็นธรรมคู่กันสำหรับเราผู้ศึกษา จะทำให้เราได้อะไรมากมาย จากการศึกษาเรียนรู้ประวัติจากครูบาอาจารย์ ฉะนั้น ผู้เขียนรู้และเข้าใจอะไรก็จะบอกท่านทั้งหลาย ไม่ปิดบัง ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกท่านที่พร้อมจะเข้ามาศึกษาตามรอยธรรมหลวงตาสงค์ เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้ คำสอนของหลวงตาอาจจะสั้น ๆ ผู้เขียนต้องขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เกิดความเข้าใจตรงตามเจตนารมณ์คำสอนของหลวงตาสงค์ให้มากที่สุด อะไรที่ผู้เขียนไม่เข้าใจเวลานี้ยังพอมีโอกาสได้ถามหลวงตาได้โดยตรง ส่วนท่านทั้งหลายจะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่จะใช้วิจารณญานของตนเอง ขอให้ทุกท่านคัดเลือกและตัดสินใจว่าจะเลือกเอาอะไรที่ดีมาใช้ได้ดีในการดำเนินชีวิตจริง
เวลาหลวงตาอยู่กับคนหมู่มากท่านจะพูดน้อย แต่ถ้าได้มีโอกาสสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวแล้วตั้งใจฟังทำความเข้าใจตามที่ท่านพูดจะได้สิ่งที่ดีมีค่ามาก เรื่องราวอดีตผ่านมายี่สิบสามสิบปีที่แล้วผู้เขียนคิดว่าจะหาโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้คนทั้งหลายที่มีโอกาสได้รับความเมตตาจากหลวงตา แต่สำหรับช่วงเวลาปัจจุบันนี้ก็จะขอนำเอาส่วนที่พอรู้และสัมผัสต่อหลวงตาได้ในปัจจุบันมาเขียนจารึกเผยแผ่ เพราะหากปล่อยเวลานานไปอาจจะลืมได้ หรือเล่าผ่านปากต่อปากก็อาจจะเพี้ยนจากความเดิมมาก
การเผยแผ่เกียรติประวัติครูบาอาจารย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นที่จะต้องเห็นประโยชน์สูงสุด จึงจะสามารถถอดบทเรียนสิ่งที่มีค่ามีประโยชน์นั้นออกมาให้สานุศิษย์ทั้งหลายได้ศึกษา ตอนนี้คือคำสอนที่ออกจากปากของท่าน คำพูดข้อคิดที่ออกจากปากของท่านเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ประโยคเดียวก็มีค่ามาก ฉะนั้นอะไรที่เป็นคำพูดของท่านผู้เขียนจะนำเอามาเผยแผ่ต่อไป
เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘ หลวงตาท่านได้เมตตาเล่าสิ่งต่าง ๆ ให้ฟัง ว่า ที่ผ่านมาท่านทำแต่ความดี “ทำความดีแล้วมีความสุข” ความชั่วจะไม่ทำ ช่วยเหลือคนมาโดยตลอด เจ็บไข้ไม่สบายท่านก็ช่วย จากคำพูดสั้นของท่านที่ว่า “ทำความดีแล้วมีความสุข” ทำให้ผู้เขียนไม่แปลกใจเลยหลวงปู่สรวงสอนเรื่องการให้ทานแล้วมีความสุข เป็นคำสอนที่ย้ำตรงกันแล้วว่า “ทำความดีแล้วมีความสุข” เพราะ การให้ทาน ก็คือ การทำความดีประการหนึ่ง การทำความดีนี้ครอบคลุมทุกอย่างแล้ว ซึ่งผลของการทำความดี คือ ความสุขนั้นเอง อันถือว่าเป็นธรรมดวงเดียวกันที่ครูบาอาจารย์ทั้งสองท่านได้สอนอย่างเดียวกัน จึงเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าแม้แต่คำสอนของหลวงตาสงค์ผู้เป็นศิษย์กับหลวงปู่สรวงผู้เป็นอาจารย์สอนธรรมดวงเดียวกัน ฉะนั้นครูบาอาจารย์ทั้งสองนี้เราทั้งหลายกราบไหว้บูชาองค์ท่านได้อย่างสนิทใจ

พรหลวงตา

สนทนาธรรมกับหลวงตาทุกครั้งท่านจะถามประโยคแรกตลอดว่า ฝันดีไหม ตอบท่านว่า ฝันดีครับผมหลวงตา แล้วท่านก็จะพูดให้พรต่ออีกว่า ดีแล้วให้สบายใจไปหน้า แล้วก็รีบตอบท่านว่า ครับผม ในใจรู้สึกถึงความเมตตาของท่านมากมายที่มอบให้แก่เรา จึงอยากจะดูแลหลวงตาอะไรที่พอหาได้จัดหาได้จึงได้เลยถามหลวงตา ว่า “หลวงตาขาดเหลืออะไรบ้างไหมครับผม” หลวงตา ท่านตอบว่า “บอกไม่ถูก ใจบุญใจกุศล “แล้วแต่” คิดเอา ว่าเอาว่าไม่เป็น คิดไม่ออกบอกไม่ได้ คิดไม่ออกบอกไม่เป็น”
แม้เราจะปวารณาหลวงตาไว้แล้วก็ตาม หลวงตาท่านไม่เคยคิดอยากได้อะไร หากเราเองประสงค์จะถวายอะไรที่เป็นบุญเป็นกุศลก็ให้ขวนขวายเอาเอง ซึ่งแล้วแต่เราคิดจะถวายอะไร หลวงตาพูดหวังเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้หลวงตาพูดเอาไม่เป็น คิดเอาไม่เป็น เรื่องที่คิดจะเอาอะไร ท่านบอกว่า “คิดไม่ออกบอกไม่ได้ คิดไม่ออกบอกไม่เป็น” คำพูดของท่านแสดงให้เห็นความเป็นพระที่น่ากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ และนอกจากนั้นยังมีสำนวนคำพรหลวงตาอีก ว่า “ขอให้ไปทางที่ดี ให้โชคดี ทำดีนี่ดีแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้สุขก็ต้องสุขทำให้ดีก็ต้องดี ส่วนผมยังไม่ดี พอไปได้ สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง” (อันเนื่องมาจากรถชนมรณะห้าวันแล้วฟื้นคืนมา ตอนนี้ร่างกายของท่านก็ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ พอไปไหนมาไหนได้บ้าง)
หลวงท่านให้พรว่า “ขอให้สบายใจอย่างเดียว ให้สบายใจอย่างเดียวนะ สุขกายสบายใจ ขอบารมีหลวงปู่สรวงไปช่วย ให้บุญบารมีปู่สรวงตามตลอด ผมคิดว่าคนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม ขอให้ดีอย่างเดียว ให้มีความสุข ความทุกข์อย่าเห็น มีสติปัญญา ทำอะไรให้ลุล่วงไปด้วยดี ผมสวดมนต์ภาวนาทำให้ทุกวัน ๆ อยากให้ดีให้มีความสุข ทุกข์อย่าให้มาเบียดเบียนเลย”
คำพรของท่านศักดิ์สิทธิ์มีพลังมาก เมื่อได้ฟังจากปากท่านโดยตรงยิ่งเกิดพลังใจขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผู้เขียนได้รับฟังคำพรของท่านเสมอ ๆ จึงทำให้พิจารณาตกผลึกแม้คำให้พรของหลวงตาโดยสามารถพิจารณาได้ว่า พรหลวงตานั้นไม่ได้เป็นเพียงแต่คำพูดอวยพรอย่างเดียว แต่มีคำสอนแทรกไว้ด้วย มีกำลังใจแทรกไว้ด้วย ซึ่งมีคุณค่ามากนึกแล้วก็อดดีใจไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งที่ได้พบครูบาอาจารย์ผู้มีเมตตาและเราได้มีโอกาสสัมผัสต่อท่านโดยตรงเผยแผ่เกียรติประวัติท่านได้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง เต็มปากเต็มคำ ไม่มีสงสัยใด ๆ ซึ่งต่างจากหลวงปู่สรวง ท่านละสังขารแล้วเราจึงมีโอกาสศึกษาและเผยแผ่เกียรติประวัติของท่านบางครั้งก็ไม่อาจจะตอบคำถามของคนได้โดยตรงเพราะบางอย่างเราเองก็ไม่เคยได้รู้ได้เห็นเวลาจะตอบก็ตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ
เวลาหลวงตาอธิษฐานให้พรลูกหลานหลวงตามักอธิษฐานว่า “ขอลูกหลานให้ดีไปหน้า ให้เจริญไปหน้า หน้าที่การงานให้เจริญ ๆ ” หลวงตาท่านมีความสมถะสันโดษไม่มักโลภ ขันธ์ครูของหลวงตาท่านไม่เคยระบุจำนวนว่าเท่านั้นเท่านี้ เวลาคนมาขอพรให้ช่วยสะเดาะห์เคราะห์เสริมบารมี หรือรดน้ำมนต์ เป่าเสกเลขยันต์คาถา ท่านเมตตาทุกคนไม่เลือกดีมีจน ซึ่งไม่ต่างจากหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ผู้เป็นอาจารย์ของท่าน
#หลวงตาสงค์พูดถึงหลวงปู่สรวง
มีอยู่วันหนึ่งหลวงตาเรียกลูกศิษย์แต่เช้าเพื่อจัดหาซื้อพานแว่นฟ้า ลูกศิษย์ก็ถามว่า หลวงตาจะเอามาทำอะไร ท่านตอบว่า เอามาทำบายศรี “สมาครู” หลวงตาใช้ คำว่า “สมาครู” เป็นคำเก่า คำโบราณ ซึ่งคำนี้มีความหมายยิ่งใหญ่มาก และท่านเล่าเรื่องราวหลวงปู่สรวง ขอคัดเอาทุกประโยคของหลวงตาที่ท่านพูดถึงหลวงปู่สรวง ซึ่งเป็นสำนวนที่ไม่ได้แต่งเติมหรือขยายความเลย ท่านเล่าให้ฟังว่า “เวลาหลวงปู่สรวงมาก็มาเวลาไปก็ไป เวลาไปกรุงเทพก็พาผมไปด้วย ช่วยผมมากช่วยจริงๆ ช่วยทุกอย่าง ตายไปหลวงปู่ยังไปเอามา หลวงปู่มาช่วยจึงรอดมา ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอไปได้มาได้ หลวงปู่สั่งอะไรก็ทำให้เลย ทำตามใจหลวงปู่สรวง ผมไปสร้างพุทธรูปองค์ใหญ่หันหน้าไปทางทิศทิศตะวันนออก สร้างไม่มีเงินโยมช่วยกันสร้าง หลวงปู่สรวงสั่งยังไงก็ทำตามใจหลวงปู่สรวง ตามใจเขา คิดถึงหลวงปู่สรวงมาก คิดถึงเขาทุกวันๆ เวลาสวดมนต์ก่อนนอนก็อธิษฐานถึงเขาก่อน”
ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของหลวงปู่สรวงกับหลวงตาสงค์มีมากมาย สังเกตดูจากภาพถ่ายบางภาพถ่ายคู่กับหลวงตาสงค์ บางภาพถ่ายกับโยมแม่หลวงตาสงค์ บางภาพถ่ายกับเหล่าอุบาสิกาวัดขะยูงบนศาลาไม้ จึงแสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดว่าความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของหลวงปู่สรวงกับวัดขะยูงกับหรือกับหลวงตาสงค์มีมาก หลวงตาเป็นพระผู้เฒ่าธรรมดา ๆ นี่แหละ ท่านไม่เคยจะอวดอ้างว่าท่านดีเด่น หรือเป็นเกจิอาจารย์ผู้เก่งกล้าวิชาอาคม แต่ท่านมีเมตตาอนุเคราะห์ผู้คนไม่เลือกดีมีจน เมตตาของท่านเป็น อัปปมัญญา ไม่ต่างจากหลวงปู่สรวงผู้เป็นอาจารย์ของท่านเลย ปัจจุบันท่านสุขภาพไม่ดีเนื่องมาจากท่านโดนรถชน แต่ตอนนี้สุขภาพท่านดีขึ้นมาก จึงไม่อยากให้ทุกคนพลาดโอกาสที่จะได้รู้จักหรือได้พบเจอท่าน แม้ท่านไม่ใช่พระผู้โด่งดังที่มีชื่อเสียง ท่านเป็นเพียงพระหลวงตาธรรมดา ๆ แต่เชื่อว่าหากใครได้มีโอกาสไปสัมผัสต่อท่านจะรู้เองว่าเป็นบุญของเราแล้วที่มีโอกาสได้เจอได้กราบครูบาอาจารย์เช่นนี้

เรียบเรียงโดย : พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ
๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘