หลวงปู่สรวงสอนกรรมฐานให้ยายลอนอดอาหาร ๗ วัน

เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ มีโอกาสได้เดินทางตามรอยเส้นทางธรรมหลวงปู่สรวงเป็นการเฉพาะส่วนตัว เพื่อศึกษาประวัติหลวงปู่สรวงจากสานุศิษย์หลวงปู่สรวง เป็นผู้เคยติดตามรับใช้หลวงปู่สรวง ในวันนี้ได้พบกับยายลอน อายุ ๗๗ ปี เป็นชาวบ้านโคกแก้ว อาตมาได้ยินได้ฟังเรื่องราวประวัติหลวงปู่สรวงจากปากของชาวบ้านมักจะได้ทราบประวัติหลวงปู่สรวงที่ไม่ค่อยมีอยู่ในหนังสือ และการได้ฟังจากปากผู้ที่เคยได้สัมผัสต่อองค์หลวงปู่สรวงนั้น จะสัมผัสได้ถึงความสุขของผู้เล่า เพราะชาวบ้านเล่าออกมาจากความรู้สึกเคารพบูชาหลวงปู่สรวงอย่างแท้จริง

หลายๆ คนที่เป็นศิษย์หลวงปู่สรวงไม่ค่อยอยากจะเล่าเรื่องราวเพราะกลัวว่าจะนำเอาไปเขียนเป็นหนังสือขาย กลัวตกเป็นเครื่องมือของนักเขียน เป็นความวิตกกังวลที่เกิดจากการมองในแง่ลบ อาตมาก็พยามบอกให้เข้าใจในด้านดีว่า การเล่าบอกเรื่องราวประวัติของครูบาอาจารย์ที่เราเคารพบูชานั้นเป็นเรื่องที่ดี มีประโยชน์มาก เพราะหากไม่เล่าบอกหรือบันทึกไว้ วันหนึ่งล้มหายตายจากกันไปเรื่องราวที่ตนเองรู้ก็จะหายไปด้วย หรือแม้หลายๆ คนที่อยากจะบันทึกหรือเขียนเป็นหนังสือ ต้องลงทุนจ้างคนเขียนหรือจ้างลงหนังสือ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย แต่เมื่อมีผู้สนใจเข้ามาเพื่อศึกษาจากเราเอง เราต้องดีใจว่าเราเองจะได้นำเรื่องราวประวัติหลวงปู่สรวงมาเผยแผ่เพื่อประกาศบูชาคุณของหลวงปู่สรวงให้ลูกหลานได้ศึกษา อะไรที่เป็นประโยชน์เป็นข้อคิดลูกหลานก็จะได้ยึดถือปฏิบัติตามได้

การฟังเรื่องราวจากลูกศิษย์หลายคนข้อมูลบางอย่างก็ไม่ตรงกัน เพราะช่วงเวลาผ่านมาแล้วกว่าสิบปีหลังจากที่หลวงปู่สรวงได้ละสังขาร การจดจำอาจจะลืมเลือนได้ หรือการมองเรื่องเดียวกันในสถานการณ์เดียวกันอาจจะคิดหรือเล่าออกมาได้คนละอย่างคนละมุมก็ได้

ยายลอนเล่า ช่วงสมัยที่หลวงปู่สรวงอยู่กระท่อมบักกันเนียว ยายนี่แหละเป็นคนหนึ่งในจำนวนอีกหลายคนในบ้านโคกแก้วที่ได้นำภัตตาหารไปถวายหลวงปู่ที่กระท่อมโคกแก้ว ปัจจุบันกระท่อมถูกรื้อจากที่นามาไว้ที่วัดโคกแก้วแล้ว  หลวงปู่สรวงบอกให้อดข้าวอดหมาก ๗ วัน หลวงปู่ไม่ให้กินข้าว ยายก็อดข้าวตามที่หลวงปู่บอกให้อด ไม่รู้ว่าทำไมหลวงปู่ให้อด หลวงปู่บอกให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม แต่พออดข้าวครบเจ็ดวันแล้ว ยายก็กินข้าวไม่ได้ประมาณ ๑ เดือน ซึ่งยายไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรทำไมจึงไม่หิวข้าว เหมือนกับว่าอิ่มอยู่ตลอดเวลา ร่างกายปกติไม่เหนื่อยหรือซูบผอมลงเลย  ยายได้เล่าด้วยความอัศจรรย์ใจ

เรื่องราวสั้นๆ ที่ได้ฟังจากยายลอน ก็พอจะทำให้เราทั้งหลายทราบแนวการสอนปฏิบัติธรรมตามแนวของหลวงปู่สรวง เสมือนว่าหลวงปู่สรวงได้สอนวิธีปฏิบัติกรรมฐานฝึกฝนอบรมจิตใจไว้ให้ปฏิบัติ การที่หลวงปู่สรวงสั่งให้ยายลอนอดอาหาร ๗ วัน อาตมานึกถึงคำสอนที่หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด ได้ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ ITV เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม  ๒๕๔๑ ไว้ว่า “การอดอาหารเป็นอุบายวิธีแก้กิเสส การทรมานอย่างนี้ไม่จัดว่าท่านฆ่ากิเลสด้วยวิธีการนี้นะ แต่เป็นอุบายวิธีการอันหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมความเพียร คือสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรของท่านให้ดีเด่นขึ้นมา จากการทรมานตัวเองแบบนี้ เพื่อไม่ให้ร่างกายของเรามีกำลังมาก แล้วจะไม่เป็นเครื่องมือเสริมกิเลสมาทำลายเราได้หนักมากขึ้นไป ต้องลด เช่น อย่างอดอาหารอย่างนี้ ร่างกายของคนเราธรรมดา เอ้า!พูดให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนมากผู้ปฏิบัติก็มีร่างกายที่มีราคะตัณหานี้เป็นตัวสำคัญมากที่สุดในวงปฏิบัติ ใครไม่ได้ขึ้นต่อกรกับกิเลสเสียก่อน จะไม่ทราบว่ากิเลสตัวใดเป็นกิเลสสำคัญมากในสามแดนโลกธาตุนี้ ที่ทำลายสัตว์อยู่เวลานี้ ที่อันตรายมากที่สุดและสัตวโลกชอบที่สุด คือราคะตัณหา ตัวนี้รุนแรงมาก

ทีนี้เวลาเราปฏิบัติ เมื่อร่างกายของเรามีกำลังมากอยู่นี้ อันนี้เป็นเครื่องเสริมกิเลสได้เป็นอย่างดี เป็นเครื่องมือของกิเลสได้เป็นอย่างดี ตั้งสติสตังนี้ไม่ทัน ๆ ล้มผล็อย ๆ ล้มผล็อยเลย เพราะอำนาจแห่งกิเลสมันอาศัยร่างกายที่มีกำลังนี้ มีกำลังรุนแรงมาก ทีนี้เวลาเราอดอาหาร ร่างกายนี้มันผ่อนตัวของมันลงไป แต่ความเพียรของเรานี้ไม่ถอยนะ สติสตังคือความพากความเพียรที่จะชำระกิเลส มีสติมีปัญญาเป็นสำคัญที่จะรักษาจิตใจตลอดเวลา สติสตังเหล่านี้ก็ค่อยตั้งขึ้นได้ ๆ

ร่างกายของเราอ่อนลง กิเลสมันก็อ่อนตัวของมันลงไป สติสตังตั้งขึ้นได้ ชำระกิเลสได้เป็นลำดับลำดาขึ้นไปโดยลำดับ เพราะอำนาจแห่งการฝึกทรมานอย่างนี้ อย่างเช่นพระพุทธเจ้าท่านว่า ให้อดนอน ผ่อนอาหาร ธุดงค์ ๑๓ ข้อนั้นคือวิธีการที่จะชำระกิเลสทั้งนั้น การอดอาหารนี่ก็เป็นวิธีการหนึ่ง เป็นการสนับสนุนช่วยการแก้กิเลสได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าอย่างอื่นใด เพราะฉะนั้นท่านถึงได้ทำอย่างนี้” ดูเพิ่มเติมที่ http://www.luangta.com/thamma_forum/forum_detail.php?cgiForumID=611

ฉะนั้นถือว่า การอดอาหาร ๗ วัน เป็นแนวทางปฏิบัติกรรมฐานตามแนวคำสอนหลวงปู่สรวง เป็นอุบายในการขัดเกลากิเลสอย่างหนึ่งนั้นเอง

บันทึกโดย : พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments