ชายจีวรหลวงปู่สรวง มรดกชิ้นเอกที่หลวงตาสงค์ผู้เก็บรักษาไว้สละให้ลูกหลาน

 

ในวันพิธีเทเสาเอกศาลาประพฤติธรรม ถือเป็นวันฤกษ์ดี พร้อมดี มงคลดีมากอีกวันหนึ่ง ที่ทุกอย่างสำเร็จราบรื่นเป็นไปด้วยความเรียบง่ายและอบอุ่น บรรยากาศของความสามัคคีธรรมกัน ก็น่าจะเริ่มต้นกันอย่างนี้จึงจะถูกต้อง หมายถึง ทุกคนทุกท่าน ลูกหลานพี่น้อง ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องศรัทธาสัมพันธ์ในวัดบ้านขะยูง ได้ร่วมแรงใจกันจัดงานบุญจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีนั้นเอง

สำหรับเรื่องราวในบทความที่จะเล่าต่อเนื่องจากตอนที่แล้วก็คงยังเล่าวนอยู่ในบรรยากาศของวันพิธีเทเสาเอกศาลาประพฤติธรรมอยู่ เพราะยังเล่าไม่จบ มีอีกหลายเรื่องมากที่ผู้เขียนได้สัมผัสและทราบถึงความเมตตาของครูบาอาจารย์ ผู้เป็นหลักที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้เขียน และผู้เขียนก็ประทับใจจดจำไว้ และอยากจะจารึก เรื่องราวของงานบุญไว้ เพื่อไม่ให้ลืมเลือนจากความทรงจำที่ดี เพราะสัญญานี้ไม่เที่ยงแท้ จดจำไม่ได้ทั้งหมดตลอดไป สัญญา (ความจำ) เป็นอนิจจา (ไม่เที่ยง) แต่ที่จะช่วยทวนความจำได้ก็คือการจดจารึกบันทึกเอาไว้นั้นเอง

วัดบ้านขะยูง ครูบาอาจารย์ที่ผู้เขียนเคารพบูชามาก นอกจากหลวงพ่อพระครูไพโรจน์อินทสาร เจ้าอาวาสวัดบ้านขะยูงแล้ว ก็คือ หลวงตาสงค์ หลวงตาธรรมดาๆ ในสายตาของผู้ไม่รู้ประวัติและไม่ได้เข้ามาสัมผัสเรียนรู้ปฏิปทาของท่าน ความเป็นธรรมดาของท่านนี้แหละที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความเคารพบูชาท่าน หลวงตาสงค์ท่านไม่มียศตำแหน่งใดๆ ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านขะยูง ท่านสร้างวัดนี้มา ปัจจุบันท่านลาออกจากตำแหน่งแล้ว ก็เพราะสาเหตุสำคัญมาจากที่ท่านไม่สบาย โดนรถชน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ท่านเองไม่ได้ยึดติดในยศฐาบรรดาศักดิ์ใดๆ ท่านก็พร้อมที่จะสละตำแหน่งด้วยตัวของท่านเอง

ปัจจุบันสุขภาพร่างกายของท่านนั้นได้ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ความจำของท่านเริ่มฟื้นคืนมา คาถาที่ท่านเคยสวด ท่านจดจำได้มากขึ้น เหล่าสานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดทั้งหลายได้ยินบทสวดของท่านจึงทราบว่าเป็นคาถาที่หลวงตาไม่เคยได้สวดเพิ่งเคยได้ยิน เชื่อว่า วิชา คาถา อาคม ที่ท่านเคยได้ศึกษาร่ำเรียนมานั้นได้กลับคืนมาแล้ว

ปัจจุบันผู้คนทั้งหลายทราบว่าหลวงตาสงค์กลับมาอยู่วัดบ้านขะยูงแล้ว ต่างก็พากันแวะมากราบหลวงตากันเป็นระยะๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลวงตาสงค์ท่านมีเมตตาอนุเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คนทั้งหลายเสมอภาคเท่าเทียมกัน และท่านก็เมตตาผู้เขียนมากทีเดียว

ในช่วงที่ผู้เขียนได้เดินทางไปทำบุญพิธีเทเสาเอกศาลาประพฤติธรรมวัดบ้านขะยูง หลวงตาท่านเมตตาผู้เขียนมากทีเดียว ผู้เขียนเมื่อเดินทางไปวัดบ้านขะยูง ส่วนมากจะพักจำวัดที่กุฏิหลวงพ่อเจ้าอาวาส เพื่อความสะดวกในการปรึกษางานต่างๆ เพื่อให้งานทั้งหลายเรียบร้อยราบรื่น เพราะการทำงานทั้งหลายนั้น หลวงพ่อเจ้าอาวาสคือผู้ตัดสินใจต่างๆ ภายในวัด ผู้เขียนเคารพครูบาอาจารย์ ไม่อาจจะตัดสินใจอะไรเกินกว่าคำสั่งครูบาอาจารย์ และพร้อมให้ท่านเป็นผู้นำพาศรัทธาที่เรามี ให้สามารถเดินไปสู่ความสำเร็จในงานทั้งหลายได้ จึงต้องจำวัดใกล้ๆ กับหลวงพ่อเจ้าอาวาส เพื่อสนองงานท่าน

ด้วยความเมตตาของหลวงตาสงค์ ในทุกๆ เช้า ประมาณตีห้า ท่านมาหาผู้เขียนที่กุฏิหลวงพ่อเจ้าอาวาสทุกเช้า  ส่วนผู้เขียนเองด้วยความเหนื่อยล่าจากการเดินทางไกลและจำวัดดึกสนองงานครูบาอาจารย์กว่าจะทำอะไรให้เรียบร้อยก็ประมาณเที่ยงคืนตีหนึ่ง

พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้พบกับหลวงตา ท่านเมตตามานั่งอยู่ข้างๆ ที่จำวัด ความเหนื่อยล้าก็หายไปทันที แล้วก็รีบลุกขึ้น ความรู้สึกเวลานั้นสัมผัสถึงเมตตาธรรมที่หลวงตาท่านอนุเคราะห์เหมือนว่าท่านมาปลุกให้เรานั้นได้ลุกทำหน้าที่ของเราต่อไป ท่านมาหา มาให้กำลังใจ ท่านมานั่งข้าง ท่านอยู่เคียงข้างเรา

หลวงตาท่านไม่เคยทอดทิ้งผู้เขียน ท่านระลึกถึงผู้เขียนเสมอ ท่านคงรู้ว่าการทำหน้าที่สะพานบุญ สะพานธรรม เป็นหน้าที่ใหญ่ เพื่อศาสนา เพื่อส่วนรวม ต้องเสียสละ อดทน ท่านจึงไม่ทอดทิ้ง แม้ผู้เขียนเองเดินทางกลับ กทม. หลวงตาท่านก็ยังเมตตาโทรหาอยู่เป็นประจำๆ ท่านจะสอนให้ข้อคิดเสมอๆ บางทีท่านก็จะเล่าเรื่องราวหลวงปู่สรวงให้ฟัง และท่านก็จะอวยพรให้ผู้เขียนตลอด คำพรของท่านระลึกถึงเมื่อไหรก็รู้สึกมีพลังคุ้มครองใจเรา เป็นเครื่องระลึกถึง เป็นอนุสติภาวนา ให้ใจเรานั้นมีความมั่นคงไม่หวั่นไหว

ผู้เขียนรู้สึกว่า เราเป็นผู้โชคดีคนหนึ่ง ที่มีครูบาอาจารย์ให้ความสำคัญคอยดูแลปกป้องคุ้มครอง และอยู่เคียงข้างเราเสมอมา ไม่เคยลืมเราเลย ในวันงานจึงมีโอกาสได้อยู่กับท่านตั้งแต่เช้า มีโอกาสได้ร่วมในพิธีบวงสรวง พิธีขึ้นว่าวพนมเศรษฐี

พอเสร็จพิธีก็ถึงเวลาฉันข้าวพอดี หลวงตาท่านก็บอกให้อยู่ฉันด้วยกัน ก็เลยได้นั่งฉันข้าวกับหลวงตา พอฉันเสร็จ ก็มองเห็นหลวงตาเดินเข้าเดินออกจากกุฏิอยู่หลายครั้ง เหมือนว่าท่านกำลังจะหาอะไรบางอย่างที่สำคัญ แต่ก็ไม่เห็นท่านถืออะไรออกมาสักอย่าง

ส่วนผู้เขียนคิดว่าพอมีเวลาที่จะไปกราบสังขารหลวงปู่สรวง จึงได้นัดแนะญาติโยมที่ร่วมเดินทางด้วยกัน ได้แก่ อาม่าวรรณา โยมแม่สำราญ โยมแม่ประไพพรรณ โยมแม่บุญชู เป็นญาติโยมที่คอยดูแลอุปถัมภ์ตลอดการเดินทางสร้างบารมีที่ผ่านมา

จึงได้แจ้งให้เตรียมตัวเดินทางไปกราบสังขารหลวงปู่สรวง ทุกคนก็ต่างดีใจที่จะได้ไปกราบหลวงปู่สรวง ต่างคนก็ต่างขึ้นรถรอพร้อมที่จะเดินทาง จะได้ไม่เสียเวลา ในระหว่างนั้นจังหวะก็ถือโอกาสลาหลวงตาไปกราบสังขารหลวงปู่สรวงก่อน

ระหว่างทเดินทางออกไปนั้น  เหตุการณ์ช่วงเวลานั้น ผู้เขียนไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีโยมลูกศิษย์หลวงตาท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟังเป็นเรื่องที่ประทับใจมากพร้อมกับสอดคล้องกับที่ผู้เขียนสงสัยว่าหลวงตากำลังหาอะไรก่อนจะเดินทางไปกราบสังขารหลวงปู่สรวง จึงขอนำเอามาเล่าไว้ในตอนนี้ด้วย ซึ่งโยมได้เล่าให้ฟังว่า

“เป็นเรื่องโชคดีแบบไม่คิดไม่ฝัน …วันนั้นไปที่วัดบ้านขะยูง เนื่องจากมีงานเทเสาเอก ก่อนจะเข้าร่วมงานที่ปรัมพิธีที่ทางวัดได้จัดไว้ ได้เข้าไปกราบหลวงตาสงค์ก่อนเพราะยังไม่ถึงเวลาพิธีเริ่ม ในระหว่างที่เข้าไปกราบหลวงตา

สังเกตเห็นหลวงตาได้เดินเข้าเดินออก ในห้องที่หลวงตาใช้จำวัดและเก็บของสำคัญ (ซึ่งห้องนี้หลวงตาจะล็อกกุญแจตลอด และกุญแจโยมาก็ได้ซื้อถวายหลวงตาเอง) สักพักหลวงตามานั่ง ก็พูดขึ้นว่าหาไม่เจอวุ้ย

ก็เลยถามหลวงตาว่า หาอะไรค่ะ หลวงตา หลวงตาตอบว่าหาของจะให้อาจารย์อดิศักดิ์ แล้วหลวงตาก็เรียกชีมาช่วยหา ชีก็บอกว่าก่อนหน้านี้หลวงตาก็ให้หาแล้ว แต่ก็ไม่เจอ ไม่รู้ว่าอะไร สักพักแม่ชีก็ยกกล่องใบใหญ่ที่ใส่ผ้าสบง จีวร ของหลวงตามาวางต่อหน้าหลวงตาอีกครั้ง

โยมก็ถามอีกว่า หลวงตาจะเอาอะไรค่ะ เป็นแบบไหน ก็ช่วยแม่ชีหาดู หยิบชิ้นไหนหลวงตาก็รีบพูด ไม่ใช่ๆๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไร ทั้งกล่องไม่มีสิ่งที่หลวงตาต้องการ สักพักหลวงตาลุกเดินเข้าไปหน้าห้องไขกุญแจอีกรอบ หายเข้าไปในห้อง

สักพักออกมาพร้อม ผ้าจีวร ม้วนๆเป็นก้อนไว้ เดินยิ้มออกมา พร้อมบอกว่า เจอแล้ว จีวรหลวงปู่สรวง เอาเก็บไว้ให้อาจารย์อดิศักดิ์ ที่ช่วยหลวงตา หลวงตาบอกว่าอาจารย์อดิศักดิ์เคารพและศรัทธาหลวงตามาก เห็นแม่ชีบอกว่า หลวงตาจะสวดมนต์ อวยพรให้อาจารย์อดิศักดิ์ทุกวัน วันนี้ก็เหมือนกัน หลวงตาได้เก็บและเตรียมสิ่งที่หลวงตาได้รับจากหลวงปู่สรวงมานานหลายปี เพื่อมอบให้อาจารย์อดิศักดิ์ โยม แม่ชี  จึงได้อานิสงส์ หลวงตาได้ตัดแบ่งให้แม่ชีและโยมคนละเล็กละน้อย พร้อมเหรียญ รุ่น ๑ สมประสงค์ เนื้อทองเหลือง ของหลวงตาเอง”

จากเรื่องราวที่โยมเล่ามาทั้งหมดนั้น ผู้เขียนก็เริ่มรู้สึกว่าได้รับเมตตาจากหลวงตาไม่มีประมาณ คามศรัทธาต่อท่านที่มีอยู่ก็ทวีคูณเข้าไปอีก ก็จะขอเล่าต่อไปอีกหลังจากที่กลับจากไปกราบสังขารหลวงปู่สรวงและแวะกราบนมัสการหลวงพ่อทองพูน วัดป่าโคกชาติด้วย

พอมาถึงวัดบ้านขะยูงก็บ่ายกว่าๆ แล้ว ซึ่งเป็นเวลาก่อนจะเริ่มทำพิธีเทเสาเอก หลวงตาสงค์ท่านได้นำเอาชายจีวรหลวงปู่สรวงมาด้วย โดยใส่ไว้ในถุงอังสะท่าน เป็นส่วนที่เหลือจากที่ได้แบ่งตัดแจกแก่เหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายคนละเล็กละน้อย จนเหลือชิ้นสุดท้าย หลวงตาก็ได้เรียกผู้เขียนให้เข้ามาหาพร้อมกับท่านได้หยิบชายจีวรออกมาจากอังสะของท่าน ท่านบอกว่าเป็นของหลวงปู่สรวง เหลือแค่นี้

พระอาจารย์ผู้เป็นโฆษกก็ได้ประกาศให้ญาติโยมทั้งหลายที่อยู่ในวัดบ้านขะยูงได้รับทราบและอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ ซึ่งผ้าจีวรผืนนี้เป็นของหลวงปู่สรวง หลวงตาได้เก็บไว้นานมาก พอเห็นแล้วมีผ้าสภาพเก่าผุแล้วฉีกได้อย่างง่ายๆ ถือว่าเป็นมรดกชิ้นเอกที่หลวงตาสงค์ผู้เก็บรักษาไว้และได้สละให้ลูกหลาน ได้กราบไหว้บูชา เมื่อหลวงตาท่านสละให้ลูกหลาน ลูกหลานก็จะสละเช่นเดียวกัน แต่ส่วนหนึ่งก็จะนำเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ พร้อมกับเขียนประวัติที่มาของผ้าผืนนี้ไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาด้วย ซึ่งผู้เขียนจะสละผ้าผืนนี้เมื่อไหร่ก็จะแจ้งให้เหล่าสะพานบุญได้ทราบกันต่อไป

เรียบเรียงโดย : พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ (ออ.พิมพ์นนท์)

Comments

comments