ปฏิปทาคล้ายกันของหลวงปู่กบกับหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน

ผู้เขียนศึกษาประวัติพระเกจิอาจาย์ไทยมาหลายท่าน มีพระอริยสงฆ์องค์หนึ่งที่มีวัตรปฏิบัติ และประวัติคล้ายๆหลวงปู่สรวง หรือหลวงปู่สรวงมีวัตรปฏิบัติและประวัติคล้ายๆท่าน ที่ว่าอย่างนั้นเพราะไม่รู้ว่าใครเกิดก่อนใคร หรือใครปฏิบัติมาก่อนใคร หรือใครศึกษาจากใคร หรือท่านอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย ต่างคนต่างปฏิบัติมา แต่ความคล้ายกันมีจึงนำมาให้ให้ท่านได้ศึกษาเพื่อยังศรัทธาให้เกิดขึ้นต่อไป

พระสงฆ์ที่กล่าวถึงนั้นก็คือหลวงปู่กบ แห่งวัดเขาสาริกา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งหลวงปู่กบ มรณภาพ วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๔๙๗ ส่วนหลวงปู่สรวงนั้น ละสังขาร เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓

วัตรปฏิบัติของท่านทั้งสองมีความคล้ายคลึ่งกันมาก กล่าวคือ หลวงพ่อกบ เป็นใคร ? มาจากไหน ? ไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะท่านไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังแม้แต่คนเดียว ใครถามมักตอบเพียงว่า “กูไม่มีอดีต กูมีแต่ปัจจุบันและอนาคต” และหากใครถามถึงอายุ ท่านจะว่า “กูจำไม่ได้” แล้วไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย

ส่วนหลวงปู่สรวงก็เช่นกัน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าท่านเป็นใคร ? มาจากไหน ? ไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะท่านไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง หรืออาจจะเล่าให้ผู้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดฟังบ้าง แต่ในเวลานี้ไม่มีข้อมูลชัดเจนอะไร ส่วนใครถามว่าท่านเกิดเมื่อไหร่ อายุเท่าไหร่ ท่านก็ตอบไม่ซ้ำกัน บางทีท่านก็ตอบเป็นปริศนาว่า เพิ่งเกิด ก็มี ส่วนที่คล้ายกับหลวงปู่กบ คือบางทีท่านก็ตอบว่า ไม่รู้ (มันเด็งเต) แค่นั้นแหละท่านก็ไม่ได้พูดอะไร

หลวงปู่กบนั้น คนใกล้ชิดและคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเขาสาริกาเล่าว่า หลวงพ่อกบ น่าจะเป็นพระธุดงค์ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว คาดว่าน่าจะมีเชื้อสายจีน ท่านเดินด้วยเท้าเปล่ามาจากไหนไม่มีใครเห็น คาดว่ามาจากทางแม่น้ำน้อยหรือทางทิศตะวันตกของ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีท่าทีประหลาดไม่เหมือนพระทั่วไป ชาวบ้านพบครั้งแรกในสภาพนุ่งห่มจีวรเก่าคร่ำคร่า แบกไม้คานหาบกระบุงเปล่าไว้บนบ่า ๒ ใบ เดินผ่านมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชาวบ้านร้องทักว่า “หลวงพ่อหาบกระบุงเปล่าไปทำไม” ท่านก็พูดว่า “กูหาบมาใส่เงินใส่ทองโว้ย” ว่าแล้วก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปพำนักในวัดเขาสาริกา หมู่ ๖ ต.สนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดเก่า ๆ เกือบจะเป็นวัดร้าง ราวปี พ.ศ. ๒๔๓๐

ส่วนหลวงปู่สรวงนั้น เหล่าสานุศิษย์หลวงปู่ในเวลานี้ ก็อาจจะพูดไม่ตรงกันต่างคนต่างรู้ รู้ต่างกัน เชื่อต่างกัน ตนเองรู้หมด คนอื่นไม่รู้จริง ต่างคนก็ต่างเชื่อว่าตนเองรู้ดี อย่างไรก็ดีข้อมูลที่กำลังถูกเล่าผ่านกันมากำลังถูกจารึกไว้เป็นตำนานที่จะถูกกล่าวขานกันอีกยาวนาน มีหนังสือบางเล่มเขียนประวัติของหลวงปู่โดยกล่าวถึงว่าท่านเป็นถึงเชื้อพระวงศ์พระเจ้าชัยวรมัน ด้วยซ้ำ ข้อมูลเหล่านี้คงไม่ใช่การแต่งแต้มแต่อาจจะมีคนเล่ามาหรือให้ข้อมูลมานั้นแหละจึงกล้าที่จะเขียนเผยแผ่ได้ขนาดนี้

ส่วนจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่มีใครรับรองได้อีกนั้นแหละ แต่จากที่ผู้เขียนมีโอกาสสัมภาษณ์สานุศิษย์หลายๆคน ที่พูดตรงกันอย่างหนึ่งคือหลวงปู่สรวงท่านเข้ามาไทย ครั้งแรกโดยเข้ามาอยู่แถบกันทรลักษณ์ ขุนหาญ (วัดม่วงแยก) ท่านอยู่แถบนั้นมาก่อนที่จะเข้ามาพักที่ กระท่อมบักกันเนียว ที่มาเรียกกันใหม่ว่าเป็นต้นตำนานหลวงปู่สรวง (วัดโคกแก้ว) รวมถึง กระท่อมบ้านละลม วัดขะยูง อาศรมบ้านจบกน้อย (บัวเชด) แต่อย่างไรก็ตามการมาของท่าน ท่านก็มีปฏิปทาหรือจริยวัตรไม่เหมือนพระทั่วๆไป บางทีใส่ผ้าขาวบ้าง จีวรบ้าง ใส่เสื้อบ้าง ไร้รูปแบบชัดเจน

หลวงพ่อกบมาถึงวัดเขาสาริกาไม่พูดจากับใคร นั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเดียว ไม่ทำความรู้จักกับใครทั้งนั้น แม้พระภิกษุด้วยกันในวัดก็ไม่เคยพูดด้วย ท่านฉันภัตตาหารแต่น้อยไม่กี่คำก็เลิก ข้าวปลาอาหารที่ญาติโยมนำมาถวายก็โกยมากองรวมกันโยนให้สุนัขและแมวกินเป็นประจำ ใครนำเงินทองมาถวายก็โยนเข้ากองไฟหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว แรก ๆ หลวงพ่อกบนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในวัดเขาสาริกา ตากแดดตากฝนอยู่เพียงลำพัง ชาวบ้านสงสารปลูกเพิงพักหลังคามุงแฝกหลังเล็ก ๆ ให้พอหลบแดดฝน ท่านก็ไม่ว่าหรือทักท้วงอะไร ยอมขึ้นไปพำนักในเพิงพักโดยดี

ส่วนหลวงปู่สรวงนั้น การบำเพ็ญภาวนาของหลวงปู่สรวงนั้น ท่านก็บำเพ็ญปฏิบัติของท่านอยู่ในกระท่อมที่มีไม้กระดานไม่กี่แผ่น มุงด้วยหญ้าคา ซึ่งชาวบ้านได้สร้างถวายไว้ ส่วนมากจะอยู่กลางทุ่งนา ไม่ได้อยู่วัด ไม่ได้ร่วมสังฆกรรมกับคณะสงฆ์ แต่ก่อนนั้น ก็ไม่ได้มีคนไปหาหลวงปู่มากมายอะไร มีแต่ชาวบ้านไม่กี่คนจัดหาอาหารไปถวายท่าน โดยเฉพาะช่วงที่ท่านอยู่บ้านโคกแก้ว (กระท่อมบักกันเนียว) ชาวบ้านโคกแก้ว (ยายลอน ยายลี)

ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์โดยตรง ท่านก็เล่าว่าชาวบ้านไม่กี่คนหรอกที่ทำอาหารไปถวายหลวงปู่ ก็มีพวกยายๆนี้แหละที่ไปถวายจังหันหลวงปู่ บางทีถือปิ่นโตไปหลวงปู่มองเห็นแต่ไกล ท่านก็เอาไม้วิ่งไล่ ยายก็พากันวิ่งหนี สนุกสนานมาก ยายก็ไม่รู้หรอกว่าปริศนาอะไร ทำไมหลวงปู่จึงต้องไล่ตี พอคนเอาอะไรไปถวายหลวงปู่บางทีท่านก็เททิ้ง บางทีท่านก็จับโยนแจกคนที่มาหาท่าน ช่วงเวลานั้น ชาวบ้านก็พาลูกพาหลานไปกราบหลวงปู่ เด็กๆก็พากันแย่งกันเก็บขนมผลไม้ที่หลวงปู่โยน สนุกสนานมีความสุขกันมาก

ส่วนชาวบ้านบางคนเล่นชอบเล่นหวย พอหลวงปู่โยนอะไรก็นับว่าโยนกี่ครั้ง แล้วตีเป็นหวย พอหวยออกก็พาถูกบ่อยครั้งเข้า คนก็เริ่มเล่าลือ กิตติศัพท์หลวงปู่เริ่มดังขึ้นมาจากชาวบ้านที่ชอบเล่นหวยนี่เอง คนก็เริ่มมาหาท่านมากขึ้นเรื่อยๆทั่วสารทิศ ส่วนการโยนเงินเผาไฟ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สานุศิษย์เห็นกันตลอด มีแต่พากันเสียดาย เช่น ตาเตี้ย ชาวบ้านขะยูง เคยเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่เคยเอาเงินให้แกเป็นเงินที่โยมเขาถวายมา ไม่รู้ว่าใคร เป็นปึกใหญ่เลย หลวงปู่เอาให้เขาโยนเข้ากองไฟ ตาเตี้ยก็เสียดาย จะไม่โยนหลวงปู่ก็บอกอีกให้โยน จึงต้องโยน พอโยนแล้วก็ยังเขี่ยจะเอาออกหลวงปู่ก็ห้ามไม่ให้เอา แล้วท่านบอกว่า ของเขาไม่ใช่ของเรา เอาให้เขาคืน นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนได้ฟังจากปากของผู้ที่ได้ติดตามหลวงปู่มา

เรื่องของหลวงปู่กบ (ศึกษาจากในอินเตอร์เน็ทไม่ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์) ส่วนเรื่องหลวงปู่สรวง ผู้เขียนลงพื้นที่สัมภาษณ์จึงรับรองข้อมูลข้อเท็จจริงเฉพาะประวัติหลวงปู่สรวงเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่ได้จากการศึกษาประวัติของหลวงปู่กบน่าสนใจมากๆโดยเฉพาะคำสอนปริศนาธรรมที่คล้ายๆ กับหลวงปู่สรวงสอนผ่านปริศนาธรรมเช่นกัน

เรียบเรียงโดย พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments