ความธรรมดาของหลวงปู่สรวงอย่างไร้มายาทำให้เราศรัทธาท่านได้อย่างสุดหัวใจ

เรื่องราวหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน หลายๆคนศึกษาแล้วรู้สึกถึงความอัศจรรย์ เพราะเรื่องราวส่วนมากเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ชาวบ้านเล่าต่อกันมา จากปากสู่ปาก จากหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ตีพิมพ์แบบปกธรรมดา สู่นิตยสาร แล้วกลายมาเป็นหนังสือที่วางจำหน่ายอย่างกว้างขวางเป็นที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน จากสิ่งหนึ่งสู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งต้องขอบคุณผู้ที่เสียสละเหล่านั้น ทำหน้าที่เพื่อเชิดชูบูชา เผยแผ่เกียรติประวัติของท่าน

จนทุกวันนี้ผู้คนทั้งหลาย ทั่วประเทศรู้จักและศรัทธาหลวงปู่สรวงมาก แม้ว่าจะไม่เคยพบเคยกราบไหว้ท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียวในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ก็ดี หรือแม้หลังท่านละสังขารแล้ว ก็ไม่เคยไปกราบไหว้สังขารท่านก็ดี ก็เพราะอาศัยศึกษาเรื่องราวจากที่ถูกเล่าปากต่อปากบ้าง ศึกษาจากหนังสือบ้าง จากสื่อต่างๆ บ้าง ทำให้พลังศรัทธาต่อหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน

ณ วันนี้ ผู้คนในโลก สามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันอย่างฉับไว ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก เราก็สามารถเข้าถึงข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งการถ่ายทอดเรื่องราวสิ่งที่เล่าถึงหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะความฉับไวในการสื่อสารที่อาจจะคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริง เมื่อสื่อสารออกไปผ่านตัวหนังสือ คำพูดสั้นๆ ที่ถูกตีความหมายได้อย่างมากมาย ก็อาจจะสร้างความเข้าใจกันผิดได้ บางครั้งเจตนาดีที่จะสื่อสาร มีการตั้งคำถามเพื่อต้องการหาคำตอบที่แท้จริง แต่อาจจะถูกมองว่าเจตนาไม่ดีก็ได้ เป็นเหตุให้ต่างคนต่างออกมาพูดสื่อสารตามทัศนะของตนอย่างอิสระ มีอคตินำทางความคิดสู่คำพูดที่เต็มไปด้วยอคติ ทำให้ความขัดแย้ง เริ่มก่อตัวขึ้น จนขัดแย้งกัน อาจจะกลายเป็นความรุนแรง ในที่สุดก็ถึงแตกแยก

ต่างจากสมัยก่อนความเชื่อที่เกิดขึ้นจากการศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นผ่านตัวหนังสือในหนังสือ ที่หยิบขึ้นมาอ่าน หาซื้อมาอ่าน  เมื่ออ่านแล้วไม่เกิดศรัทธาหรือไม่เชื่อก็แค่ได้วางหนังสือแล้วก็แล้วไป  ส่วน ณ วันนี้ต่างกันมากทีเดียว

จะอย่างไรก็ตามหากศึกษาอย่างถ่องแท้ และปราศจากอคติในใจ มองโลกให้เห็นได้ตามความเป็นจริง จะเข้าใจความเป็นตัวตนของหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ว่าอะไรคือสิ่งที่เราจะสามารถยึดถือปฏิบัติได้ เรื่องราว หลักธรรม คติธรรม ข้อคิด ปริศนาธรรม ลายลิขิต ที่หลวงปู่สรวง ฝากไว้แล้วนั้น จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งยวดทีเดียว ฉะนั้น ขอให้จงฉลาดเลือกสรร สิ่งที่ดีพร้อมใช้ได้สำหรับเราจึงจะควร

ภาพถ่ายหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ความเป็นอยู่ของท่านหากว่าเรามองจากภาพ ไม่ว่าจะสถานที่อยู่ บริขาร เครื่องใช้ สิ่งของ ความเป็นธรรมดาของท่านแสดงถึงคุณธรรมที่เราทั้งหลายมองว่าคือความสมถะสันโดษ ความเรียบง่าย ไม่หรูหรา ไม่พุ่มเฟือย เป็นต้นแบบความพอเพียง พออยู่ ภาพนี้ยืนยันตัวตนภายนอกหลวงปู่สรวงได้ และเราทั้งหลายมองภาพแล้วเกิดศรัทธาขึ้นมาได้ แม้ไม่ต้องพูดอะไรก็ศรัทธาท่านแล้ว

วันนี้จะกล่าวเฉพาะเพียงแค่ได้ดูภาพหลวงปู่สรวง ท่านทั้งหลายอาจจะนึกภาพออกมาได้ว่า ท่านเป็นพระที่มีอายุมาก นุ่งผ้าจีวรไม่กี่ผืน ไม่ได้นุ่งแบบเรียบร้อย เพียงแค่พาดบ่า หรือไม่ก็ไม่ได้ใส่จีวรเลย นุ่งผ้าสบงผืนเดียว หรือนุ่งผ้าขาว นั่งอยู่ในกระท่อมปลายนา

ภาพเหล่านั้น ฝังลึกอยู่ในความรู้สึกของหลายๆคน เมื่อพูดถึงหลวงปู่สรวง ภาพเหล่านั้น ก็จะแสดงออกมาทันที เช่น ภาพการแต่งกายของท่านแม้จะดูเหมือนไม่เรียบร้อยไม่น่าเคารพศรัทธา แต่ในความรู้สึกของผู้คนที่ได้สัมผัส ถึงอำนาจญาณบารมีของหลวงปู่สรวง

ภาพเหล่านั้นกลับคือภาพที่น่าศรัทธาที่สุด ไม่มีมายา ทำให้รู้สึกศรัทธาเป็นทวีคูณ จะเห็นได้จากที่มีคนได้ติดตามหาหลวงปู่สรวง เพื่อไปกราบสักการบูชา ตั้งแต่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่อยู่แห่งหนใดก็พยายามติดตามหาด้วยความศรัทธา

ดังนั้น หากเราจะวิเคราะห์ การแต่งกายของหลวงปู่สรวงเพื่อนำมาเป็นคติปริศนาธรรมที่อาจจะซ่อนไว้กับการแต่งกายของหลวงปู่สรวงก็ได้ นั้นคือ การไม่ได้ยึดติดเครื่องแบบ เครื่องแต่งกาย ท่านแต่งกายอย่างเรียบง่ายธรรมดาที่สุด ไม่ต้องหรูรา ผ้าเก่าๆ  ไม่กี่ผืน ใช้ชีวิตที่ไม่ต้องฟุ่มเฟือย พอใจยินดีเท่าทีตนมี แต่งกายเพียงเพื่อปกปิดไม่ให้เกิดความละอายเท่านั้น

ดังนั้นการแต่งกายไม่ได้หมายความว่า คนแต่งกายเรียบร้อยดูดี มีเครื่องแบบ จะเป็นผู้มีจิตใจดีไปด้วย กายแต่งกายภายนอกไม่ได้ถือว่าคนนั้นเป็นคนมีจิตใจดีเสมอไป ตรงกับคำโบราณท่านว่า “หวานนอกเนื้อ ในส้มจังบักนาว” นั้นคือ หวานแต่ข้างนอกข้างในเปรี้ยวจี๊ดเหมือนรสมะนาว คตินี้หมายความว่า ข้างนอกดูดี เช่นการแต่งกาย การพูดจา การแสดงออกต่อหน้าดีมาก น่าเคารพ น่าศรัทธา แต่ความรู้สึก คำพูดมันขัดแย้งกับการกระทำ ดังนั้น คนประเภทนี้เป็นคนกลับกลอก ชอบนินทาว่าร้าย กล่าวร้าย หรือการกระทำตรงข้ามกับคำพูด พูดดีแต่หากทำไม่ได้ หรือดีแต่พูดอะไร ประมาณนั้น

ฉะนั้น เราจึงสามารถวิเคราะห์การแต่งกายของหลวงปู่สรวง ได้ว่า ท่านไม่ได้แต่งกายเพื่อให้คนคิดว่าท่านไม่ได้ยึดติด ในเครื่องแบบ แต่นั้นคือ ความจริงที่สมมติ ที่ไม่ได้เป็นการกระทำที่ออกมาจากมายา หลอกลวง หรือมีเจตนาเพื่อให้ใครมาศรัทธา แต่นั้นคือความเป็นธรรมชาติ ธรรมดา เป็นบุคลิกเฉพาะตน ของท่านเอง  และคนแถบอีสานใต้ก็เห็นท่านแต่งกาย แบบนี้จนชินตา และนั้นก็คือสิ่งที่เขาเห็นก็สร้างความศรัทธาเกิดขึ้นในใจเขา โดยที่ไม่ได้มาจากมายาในใจเขาหรือมีใครมาชวนให้เขาศรัทธาแต่เกิดมาจากใจของเขาเกิดศรัทธาขึ้นเองทั้งสิ้น เป็นศรัทธาที่ไร้มายา ศรัทธาเหล่านั้น ถึงขั้นที่มองหลวงปู่สรวงเป็นผู้วิเศษ ดังคำที่ว่า หลวงปู่สรวงผู้วิเศษแห่งภูตะแบง

 

เรียบเรียงโดย : พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments