พระสงฆ์กรานกฐินส่วนอุบาสกอุบาสิกาทอดกฐิน

#บุญกฐินกาล

พระสงฆ์กรานกฐินส่วนอุบาสกอุบาสิกาทอดกฐิน

ตำนานกฐินที่จะกล่าวให้ท่านทั้งหลายได้ทราบในโอกาสนี้ เพื่อให้ท่านได้เห็นถึงความสำคัญและเกิดความเข้าใจบ่อเกิดแห่งบุญกฐินที่พระพุทธเจ้ากำหนดช่วงเวลาทำบุญไว้เป็นการเฉพาะ อันชื่อว่า กฐินกาล คือนับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น ระยะเวลานี้เรียกเป็นสามัญว่า เทศกาลกฐิน ที่พระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายมีโอกาสได้บำเพ็ญบุญทาน กฐินกาล ซึ่งเป็นบุญที่ชาวพุทธทั้งหลายสามารถบำเพ็ญเป็นบุญใหญ่

พระพุทธศาสนายุกาล ปัจจุบันล่วงแล้ว 2559 พรรษา เราทั้งหลายยังคงได้ปฏิบัติสืบทอดพระศาสนาด้วยการบำเพ็ญบุญอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาไว้ ชื่อว่า ได้จรรโลงพระศาสนา พร้อมกันนั้นก็ได้มีการศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติบูชามาโดยตลอด

กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือ “กรอบไม้” หรือ “ไม้แบบ” สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรในสมัยโบราณ ซึ่งผ้าที่เย็บสำเร็จจากกฐินหรือไม้สะดึงแบบนี้เรียกว่า ผ้ากฐิน

ที่มาของพระบรมพุทธานุญาต : ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค กฐินขันธกะ กล่าวโดยย่อว่า ภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐ 30 รูป ได้เดินทางเพื่อมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ยังไม่ทันถึงเมืองสาวัตถี ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน พระสงฆ์ทั้ง 30 รูป จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ออกเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดา

ด้วยความยากลำบากเพราะฝนยังตกชุกอยู่ พื้นแผ่นดินชุ่มไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน เมื่อเดินทางถึงวัดพระเชตวัน พระพทธเจ้าได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง เมื่อทราบความลำบากนั้น

จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสสามารถรับผ้ากฐินได้ และภิกษุผู้ได้กรานกฐิน จะได้อานิสงส์ 5 ประการ ภายในเวลาอานิสงส์กฐิน (นับจากวันที่รับกฐินจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4)

1. ไปไหนไม่ต้องบอกลา
2. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับสามผืน
3. ฉันคณโภชนะได้
4. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้โดยที่ยังมิได้วิกัปป์ และอธิษฐาน โดยไม่ต้องอาบัติ
5. จีวรลาภอันเกิดขึ้น จักได้แก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว

ดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเรื่องของพระภิกษุที่สามารถกรานกฐินได้ตามพระบรมพุทธานุญาต ถือเป็นเรื่องของฝ่ายเฉพาะพระสงฆ์

เราจะเห็นว่า พระสงฆ์เป็นผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรง เมื่อได้กรานกฐิน

คำว่า กรานกฐิน คือ การตัดเย็บจีวรโดยการขึงไม้กฐิน หรือ ไม้สะดึง แล้วเอาผ้ามาเย็บ

พระสงฆ์ 5 รูปขึ้นไป ประชุมให้มีมติยกผ้ากฐินนั้นถวายแก่พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่มีความประพฤติดีมีสติปัญญาสามารถรู้พระธรรมวินัย เหมาะสมเป็นผู้กรานกฐิน กรานกฐิน เป็นการทำการ ซักผ้า กะผ้า ตัดผ้า ด้นผ้า ตัดเย็บเป็นจีวรก็ได้ สังฆาฏิก็ได้ หรือสบงก็ได้ อย่างหนึ่งอย่างใด แล้วพินทุผ้า เมื่อพระภิกษุผู้รับผ้ากฐินแล้วพินทุผ้าใส่โดยถอดของเดิมออกใม่แล้วก็เข้ามาแจ้งสงฆ์ เพื่อให้ พระสงฆ์ผู้ร่วมประชุมร่วมอนุโมทนากฐินนั้น พระภิกษุสงฆ์ผู้อนุโมทนากฐินจะได้อานิสงส์กฐินดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ส่วนฝ่ายอุบาสกอุบาสิกา หรือ ชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เราก็จะกล่าวถึงในส่วนคำว่า “ทอดกฐิน” ซึ่งเป็นคนละส่วนกับฝ่ายพระสงฆ์

การทอดกฐินเกิดจากอุบาสกอุบาสิกาทราบถึงอานิสงส์กฐินซึ่งตนเห็นว่าสามารถเข้ามามีส่วนรวมในการกรานกฐินนั้นได้ โดยการอำนวยความสะดวกแก่พระสงฆ์ กล่าวคือ แทนที่จะให้พระภิกษุสงฆ์ทำจีวรกันเอง ญาติโยมทั้งหลายก็อาสาดำเนินการจัดหาผ้ากฐินมาถวายในท่ามกลางหมู่สงฆ์ ซึ่ง พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวว่า โยมนำผ้ากฐินมาถวายแก่พระภิกษุโดยไม่เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง นี้เรียกว่า “ทอดกฐิน”

ที่นี้ก็มากล่าวถึงส่วนที่ชื่อว่า “บุญกิริยา” ซึ่งบุญกฐิน เป็น “กฐินทาน” ที่มีช่วงของการทำบุญชื่อว่า “กฐินกาล” การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษา วัดใดวัดหนึ่งครบถ้วนสามเดือน เป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นพระสุปฏิปันโน เพื่อถวายให้ท่านได้มีผ้านุ่งหรือผ้าห่มใหม่ ใช้ในการผลัดเปลี่ยนของเก่าที่ขาดหรือชำรุดแล้วนั้นเอง

การทำบุญกับพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโดยพระภิกษุรูปนั้นได้รับมติจากสงฆ์ถือเป็นการรับรองว่าบุญที่ญาติโยมทั้งหลายได้ทำนั้นได้ทำบุญต่อพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งย่อมมีอานิสงส์มาก

ปัจจุบันชาวพุทธทั้งหลายจึงได้ถือปฏิบัติ เพราะเชื่อว่าจะได้บุญมากไม่สามารถทำได้ตลอดปี แต่สามารถทำได้เฉพาะช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้เท่านั้น จึงถือโอกาสทำร่วมกัน จะได้มีส่วนแห่งบุญกฐิน จะทำด้วยผ้ากฐิน หรือ บริวารกฐินก็ตาม ก็ยังได้เป็นหนึ่งของบุญกฐิน ก็มีความสุขใจที่ได้ทำแล้ว การแสดงออกนั้นล้วนเป็นความสามัคคีกัน เราจึงเรียกกฐินที่ร่วมกันหลายๆคนทำว่า กฐินสามัคคี นั้นเอง

เรียบเรียงโดย : พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments