ออยเตียนเมียนบาน “ให้ทานรวยได้” ย่อมรวยทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ เมื่อทำหน้าที่เป็นประธานสะพานบุญ

บุญใหญ่ในฐานะได้ทำหน้าที่สำคัญของสะพานบุญ

ในงานบุญทุกงานบุญวัดบ้านขะยูงจะพูดถึงสะพานบุญเสมอๆ ว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะงานบุญทุกงานบุญนั้น สำเร็จได้ด้วยความร่วมใจศรัทธาของเหล่าสะพานบุญทั้งหลาย แม้ไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อน ส่วนมากได้ตามศึกษาเรื่องราวประวัติหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ที่ เพจ หลวงปู่สรวง ได้นำเสนอแง่มุมปริศนาธรรม พร้อมประวัติหลวงปู่สรวง

พอเกิดศรัทธาแล้วก็ร่วมทำบุญได้โดยความเต็มใจทำ ไม่ได้เกิดจากความเกรงใจที่จะทำ เพราะทางวัดไม่ได้บอกบุญแบบเจาะจงเป็นรายบุคคล ทางวัดประกาศงานบุญทุกครั้งเป็นการประกาศข่าวสารงานบุญแบบไม่เจาะจง ท่านที่เห็นข่าวสารเมื่อเกิดศรัทธาก็อ่านรายละเอียดเพื่อทำความเข้าใจ วัตถุประสงค์ ของงานบุญทั้งหลาย แล้วติดต่อจองร่วมทำบุญกับทางวัด

โดยเฉพาะประธานสายสะพานบุญผู้แสดงความจำนงเพื่อนำข่าวสารที่ทางวัดได้ประกาศแจ้งนี้ไปบอกข่าวแก่กัลยาณมิตร ญาติพี่น้อง ให้มีโอกาสที่จะได้ร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกันทำ เป็นกระบอกเสียง เป็นปล่องเสียง ที่กระจายข่าวสารงานบุญให้ผู้คนทั้งหลายได้ทราบข่าวกว้างขวางมากขึ้น

การบอกบุญต่อผู้มีศรัทธา เป็นการสร้างวาสนาให้ผู้นั้นมีบริวาร กัลยาณมิตร ที่ดีงาม เป็นช่องทางหนึ่งในการทำบุญ เพราะหลายๆ การไม่ทำบุญคนเดียวนี่เองที่พระพุทธเจ้าได้ทรงรับรองว่า ผู้นั้นทำแล้วจะได้บริวารสมบัติ

การสร้างบริวารสมบัตินี้ คือ การทำหน้าที่สะพานบุญ ดังนั้นประธานสะพานบุญทั้งหลายที่มีโอกาสได้ร่วมทำบุญกับวัดบ้านขะยูง หรือไม่เฉพาะเพียงวัดบ้านขะยูงจะวัดอื่นๆ ก็เช่นกัน ก็เท่ากับว่าเรากำลังได้สร้างบุญ สะสมบุญ สร้างบริวารสมบัติ

กรณีศึกษา เรื่องเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ (เศรษฐีตีนแมว) ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส” เป็นต้น.

               ให้ทานเองและชวนคนอื่น ได้สมบัติ ๒ อย่าง               
               ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง ชาวเมืองสาวัตถีพากันถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดยเนื่องเป็นพวกเดียวกัน. อยู่มาวันหนึ่ง พระศาสดา เมื่อจะทรงทำอนุโมทนา ตรัสอย่างนี้ว่า
“อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานด้วยตน (แต่) ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคสมบัติ (แต่) ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ, บางคนไม่ให้ทานด้วยตน ชักชวนแต่คนอื่น, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ (แต่) ไม่ได้โภคสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ; บางคนไม่ให้ทานด้วยตนด้วย ไม่ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ; เป็นคนเที่ยวกินเดน บางคนให้ทานด้วยตนด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ.”


บัณฑิตเรี่ยไรของทำบุญ               
               ครั้งนั้น บัณฑิตบุรุษผู้หนึ่งฟังธรรมเทศนานั้นแล้ว คิดว่า “โอ! เหตุนี้น่าอัศจรรย์ บัดนี้ เราจักทำกรรมที่เป็นไปเพื่อสมบัติทั้งสอง” จึงกราบทูลพระศาสดาในเวลาเสด็จลุกไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้ ขอพระองค์จงทรงรับภิกษาของพวกข้าพระองค์.”
พระศาสดา. ก็ท่านมีความต้องการด้วยภิกษุสักเท่าไร ?
บุรุษ. ภิกษุทั้งหมด พระเจ้าข้า.
พระศาสดาทรงรับแล้ว.
แม้เขาก็เข้าไปยังบ้าน เที่ยวป่าวร้องว่า “ข้าแต่แม่และพ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้, ผู้ใดอาจถวายแก่ภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่าใด, ผู้นั้นจงให้วัตถุต่างๆ มีข้าวสารเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่อาหารมียาคูเป็นต้น เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น, พวกเราจักให้หุงต้มในที่แห่งเดียวกันแล้วถวายทาน”


เหตุที่เศรษฐีมีชื่อว่าพิฬาลปทกะ               
               ทีนั้น เศรษฐีคนหนึ่งเห็นบุรุษนั้นมาถึงประตูร้านตลาดของตน ก็โกรธว่า “เจ้าคนนี้ ไม่นิมนต์ภิกษุแต่พอ (กำลัง) ของตน ต้องมาเที่ยวชักชวนชาวบ้านทั้งหมด (อีก)” จึงบอกว่า “แกจงนำเอาภาชนะที่แกถือมา” ดังนี้แล้ว เอานิ้วมือ ๓ นิ้วหยิบ ได้ให้ข้าวสารหน่อยหนึ่ง ถั่วเขียว ถั่วราชมาษก็เหมือนกันแล.
ตั้งแต่นั้น เศรษฐีนั้นจึงมีชื่อว่าพิฬาลปทกเศรษฐี. แม้เมื่อจะให้เภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ก็เอียงปากขวดเข้าที่หม้อ ทำให้ปากขวดนั้นติดเป็นอันเดียวกัน ให้เภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้นไหลลงทีละหยดๆ ได้ให้หน่อยหนึ่งเท่านั้น.
อุบาสกทำวัตถุทานที่คนอื่นให้โดยรวมกัน (แต่) ได้ถือเอาสิ่งของที่เศรษฐีนี้ให้ไว้แผนกหนึ่งต่างหาก.


เศรษฐีให้คนสนิทไปดูการทำของบุรุษผู้เรี่ยไร               
               เศรษฐีนั้นเห็นกิริยาของอุบาสกนั้นแล้ว คิดว่า “ทำไมหนอ เจ้าคนนี้จึงรับสิ่งของที่เราให้ไว้แผนกหนึ่ง?” จึงส่งจูฬุปัฏฐากคนหนึ่งไปข้างหลังเขา ด้วยสั่งว่า “เจ้าจงไป จงรู้กรรมที่เจ้านั่นทำ” อุบาสกนั้นไปแล้ว กล่าวว่า “ขอผลใหญ่จงมีแก่เศรษฐี.” ดังนี้แล้วใส่ข้าวสาร ๑-๒ เมล็ด เพื่อประโยชน์แก่ยาคู ภัต และขนม ใส่ถั่วเขียวถั่วราชมาษบ้าง หยาดน้ำมันและหยาดน้ำอ้อยเป็นต้นบ้าง ลงในภาชนะทุกๆ ภาชนะ.
จูฬุปัฏฐากไปบอกแก่เศรษฐีแล้ว. เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า “หากเจ้าคนนั้นจักกล่าวโทษเราในท่ามกลางบริษัทไซร้ พอมันเอ่ยชื่อของเราขึ้นเท่านั้น เราจักประหารมันให้ตาย.” ในวันรุ่งขึ้น จึงเหน็บกฤชไว้ในระหว่างผ้านุ่งแล้ว ได้ไปยืนอยู่ที่โรงครัว.


ฉลาดพูดทำให้ผู้มุ่งร้ายกลับอ่อนน้อม               
               บุรุษนั้นเลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ชักชวนมหาชนถวายทานนี้ พวกมนุษย์ข้าพระองค์ชักชวนแล้วในที่นั้น ได้ให้ข้าวสารเป็นต้นมากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของตน ขอผลอันไพศาลจงมีแก่มหาชนเหล่านั้นทั้งหมด.”
เศรษฐีได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า “เรามาด้วยตั้งใจว่า ‘พอมันเอ่ยชื่อของเราขึ้นว่า เศรษฐีชื่อโน้นถือเอาข้าวสารเป็นต้นด้วยหยิบมือให้, เราก็จักฆ่าบุรุษนี้ให้ตาย’, แต่บุรุษนี้ทำทานให้รวมกันทั้งหมด แล้วกล่าวว่า ‘ทานที่ชนเหล่าใดตวงด้วยทะนานเป็นต้นแล้วให้ก็ดี, ทานที่ชนเหล่าใดถือเอาด้วยหยิบมือแล้วให้ก็ดี, ขอผลอันไพศาล จงมีแก่ชนเหล่านั้นทั้งหมด’, ถ้าเราจักไม่ให้บุรุษเห็นปานนี้อดโทษไซร้, อาชญาของเทพเจ้าจักตกลงบนศีรษะของเรา.”
เศรษฐีนั้นหมอบลงแทบเท้าของอุบาสกนั้นแล้วกล่าวว่า “นาย ขอนายจงอดโทษให้ผมด้วย” และถูกอุบาสกนั้นถามว่า “นี้อะไรกัน?” จึงบอกเรื่องนั้นทั้งหมด.
พระศาสดาทรงเห็นกิริยานั้นแล้ว ตรัสถามผู้ขวนขวายในทานว่า “นี่อะไรกัน ?”
เขากราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดตั้งแต่วันที่แล้วๆ มา.


อย่าดูหมิ่นบุญว่านิดหน่อย               
               ทีนั้น พระศาสดาตรัสถามเศรษฐีนั้นว่า “นัยว่า เป็นอย่างนั้นหรือ? เศรษฐี.” เมื่อเขากราบทูลว่า “อย่างนั้น พระเจ้าข้า.”
ตรัสว่า “อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ อันใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘นิดหน่อย,’ อันบุคคลถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘เป็นของนิดหน่อย’ ด้วยว่า บุรุษผู้บัณฑิตทำบุญอยู่ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปากย่อมเต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น.” ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
อาปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ.
บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า ‘บุญมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง’
แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด,
ธีรชน (ชนผู้มีปัญญา) สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญได้ฉันนั้น.

 

 

อีกกรณีศึกษาหนึ่ง จากคำสอนที่หลวงปู่สรวงได้เขียนคำสอนไว้ในกระดานไม้บนศาลาวัดบ้านขะยูง มีข้อความประโยคหนึ่ง อ่านว่า ออยเตียนเมียนบาน แปลว่า ให้ทานรวยได้ ถือเป็นเป็นคำสอนหนึ่งที่หลวงปู่สรวงได้เขียนไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาและปฏิบัติตาม รวยของหลวงปู่นั้น อาจจะเป็นความรวยทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ เมื่อผู้ใดให้ทานด้วยและชวนผู้อื่นด้วย เป็นการยืนยันรับรองตามแนวคำสอนที่พระพุทธเจ้าได้สอนซึ่งสอดคล้องตรงกันไร้ความขัดแย้งใดๆ ทั้งปวง เพราะจากเรื่องราวของ เศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ ทำให้เราได้ทราบว่า อานิสงส์ สมบัติที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ในการทำบุญทำทานนั้น สำคัญ ทั้งทำด้วยตนเองและชวนผู้อื่นทำด้วย จึงจะช่วยให้เราได้สมบัติทั้ง โภคสมบัติ และบริวารสมบัติ

เป็นบุญของสะพานบุญวัดบ้านขะยูงทั้งหลาย ที่มีโอกาสได้ทำบุญทั้งด้วยตนเองและชวนผู้อื่นทำด้วย ทุกๆงานบุญก็สำเร็จได้ด้วยความสามัคคีกันทำของเหล่าสะพานบุญทั้งหลายนั้นเอง

จึงขอฝากถึงสะพานบุญที่มีโอกาสได้แสดงความจำนงทำบุญเป็นประธานสายสะพานบุญ หากมีงานบุญต่างๆ ขอให้ท่านได้แสดงความจำนงทำบุญตามกำลังที่ตนเองสามารถดำเนินการได้ ไม่ลำบากตนและผู้อื่น

หลายคนๆ เป็นเจ้าของโรงงาน มีบริวารอยู่แล้วก็มีโอกาสชักชวนให้เขาเหล่านั้นได้ทำบุญกับเรา หลายๆ คนแม้เป็นลูกจ้างก็ สามารถแสดงความจำนงเป็นประธานสะพานบุญ นำข่าวสารงานบุญไปแจ้งกัลยาณมิตร หรือบอกข่าวแก่เจ้านายที่มีศรัทธาให้เขาได้มีโอกาสทำบุญกับเราได้เช่นกัน หรือ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ก็สามารถทำหน้าที่สะพานบุญได้ ของเพียงท่านมีศรัทธาที่จะทำ ไม่จำกัดอาชีพใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่ชี้ตัวอย่างให้เห็นแนวทางและโอกาสที่จะได้ทำบุญเท่านั้น

ดังนั้น ประธานสะพานบุญ จึงสำคัญที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกบุญ แต่เราจะเป็นผู้ไปบอกข่าวงานบุญด้วยตนเอง ทำโดยไม่ลำบากตน ไม่ลำบากผู้อื่น นี่คือหลักสำคัญ อย่าทำบุญด้วยความแข่งขัน เอาหน้า เอาชื่อ เอาเกียรติ ให้ทำด้วยเจตนาปรารถนาหวังทำบุญ และให้โอกาสผู้อื่นได้ทำบุญ อานิสงส์แห่งโภคสมบัติและบริวารสมบัติย่อมเจริญแก่ประธานสะพานบุญทั้งหลายเอง

ขออนุโมทนาบุญกับสะพานบุญทั้งหลายมา ณ โอกาสนี้ที่ได้ทำหน้าที่สะพานบุญมาในอดีต ปัจจุบัน หรือตั้งใจจะทำในอนาคตด้วยก็ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้

 

พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments