บันทึก ประวัติหลวงตาสงค์ (สา ปสุโต) เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้

ประวัติหลวงตาสงค์

(สา ปสุโต)

เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้

ประวัติ ตำนาน พระอริยสงฆ์แห่งดินแดนอีสานใต้โดยเฉพาะหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ผู้เขียนได้นำเสนอท่านทั้งหลายไว้ในนิตยสารพระเครื่องพุทโธผ่านมาแล้วหลายฉบับเกี่ยวกับเรื่องราวปริศนาธรรมหลวงปู่สรวงที่ท่านได้สอนเอาไว้อย่างน่าคิด โดยได้ถอดรหัสปริศนาธรรมต่างๆ ตามกำลังสติปัญญา เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ส่วนในฉบับนี้ผู้เขียนเกิดคำถามแก่ตนเองว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์หลวงปู่สรวงผู้มีจริยวัตรอันงดงามน่าเคารพกราบไหว้และยังมีชีวิตอยู่คือใคร จึงพิจารณาดูจากที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ตามรอยเส้นทางธรรมหลวงปู่สรวงมาพอสมควรทำให้พอได้คำตอบแก่ใจตนเองว่ามีอยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละรูปนั้นก็ล้วนมีวิชาอาคมมีแนวคิด คำสอน ที่แตกต่างกันไป ส่วนมากที่คล้ายกันจะมีวัตรปฏิบัติที่เรียบง่ายสมถะ สันโดษ หลาย ๆ ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ยังเก็บตัวเงียบ

สำหรับในเล่มนี้ผู้เขียนจึงขอพูดถึงหลวงตาสงค์(สา ปสุโต) ครูบาอาจารย์ใหญ่สายศิษย์หลวงปู่สรวงที่เก็บตัวเงียบคงถึงเวลาที่ท่านพร้อมออกมาโปรดพวกเราทั้งหลาย ซึ่งท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพกราบไหว้บูชามีความเป็นอยู่อย่างสมถะสันโดษ เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านเป็นที่พึ่งทางใจแก่ชาวบ้านมาโดยตลอด สมัยที่ท่านสุขภาพแข็งแรงใครป่วยไข้ไม่สบายก็ไปให้ท่านช่วยรักษาด้วยว่านยาสมุนไพรใครโดนของไสยศาสตร์ก็ให้ท่านช่วยถอนของ ใครโชคลางไม่ดีก็มาให้ท่านรดน้ำมนต์สะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตาเสริมบารมีต่าง ๆ บางคนได้โชคลาภถูกหวยรวยเบอร์มาสร้างกุฏิถวายท่านโดยทางวัดไม่ต้องออกทุนสักบาทเลยก็มีจึงพอกล่าวสรุป ๆ ได้ว่า ท่านเก่งทางด้านว่านยาสมุนไพรถอนหรือแก้คุณไสยด้วยคาถาอาคม สวดสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา สวดเสริมบารมีทำนายทายทัก บอกเลขใบ้หวยเป็นการอนุเคราะห์ด้วยความเมตตาของท่านที่มีต่อเหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายที่กำลังมีทุกข์ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะมองว่าเป็นเดรัจฉานวิชา ผู้เขียนก็ไม่อาจจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ เพราะว่าวิชาต่างๆ อาจจะเป็นเดรัจฉานวิชาจริง หากเพียงอยากจะบอกในที่นี้ว่า เมื่อท่านยังไม่ได้มาสัมผัสหรือมาพบหลวงตาสงค์ด้วยตนเองในเวลานี้ก็อาจจะไม่ได้เกิดศรัทธาท่าน หรือหากมีศรัทธาต่อท่านอาจจะเป็นความศรัทธาอย่างงมงายก็ได้

ผู้เขียนมีโอกาสได้พบท่านได้ดูแลรับใช้ท่าน ในช่วงเวลานี้ จึงเข้าใจ และขอพูดแบบเต็มปากเต็มคำว่า เรากราบไหว้หลวงตาได้อย่างสนิทใจท่านไม่ได้นำพาเราให้หลงงมงาย มีแต่คอยบอก คอยสอน คอยเตือน คอยให้กำลังใจ ให้ข้อคิดและปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีมีความเมตตาต่อผู้คนทั้งหลายโดยไม่เลือกดีมีจน เสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งหมด เกื้อกูลค้ำจุนโลกด้วยความเมตตาอย่างแท้จริง(เมตตาธรรมค้ำจุนโลก) ปัจจุบันหลวงตาท่านไม่ได้ยึดติดวิชาคาถาอาคมทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเกจิอาจารย์อีสานใต้นั้นเก่งด้านเวทย์มนต์คาถาอาคม แต่เกจิอาจารย์ทั้งหลายท่านไม่ได้ยึดติดสิ่งเหล่านี้ท่านอนุเคราะห์ผู้คนทั้งหลายด้วยวิชาคาถาอาคม ผ่านกำลังจิตอันบริสุทธิ์ ทำให้เกิดอานุภาพเกิดเป็นฤทธิ์น่าอัศจรรย์สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการบอกธรรมสอนธรรม ให้ข้อคิดนำเอาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันและเกจิอาจารย์อีสานใต้ส่วนมากจะพูดน้อย สอนน้อย เช่น หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดินซึ่งคำสอนที่เราทั้งหลายคุ้นหูจดจำกันแม่น ๆ มีเพียงไม่กี่ประโยค เช่นออยเตียนสรูล (ให้ทานแล้วมีความสุข) เทอเจิตออยสรูล (ทำใจให้มีความสุข) เทอเจิตออยสะโลต(ทำใจให้บริสุทธิ์) กัมคอนเวีย (กรรมของมัน) เป็นต้น

ฉะนั้น หลวงตาสงค์ (สา ปสุโต)เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้ จึงน่าเคารพกราบไหว้บูชา ผู้เขียนจึงจะขอโอกาสเขียนจารึกประวัติหลวงตาสงค์ไว้ให้ลูกหลายได้ศึกษากันต่อไป

“เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้”

คำว่า”เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้”เป็นคำที่ผู้เขียนขอเรียกขานถึงหลวงตาโดยเหตุผล ซึ่งขอแยกอธิบายให้ชัดเจนเพื่อการศึกษาประวัติหลวงตาอย่างไม่งมงายดังนี้

คำว่า”เทวดา” ผู้เขียนนึกถึงคุณธรรมของเทวดา คือ หิริ โอตตัปปะ เรีกกว่าเทวตาธรรม หิริ แปลว่า ละอายต่อบาป โอตตัปปะ แปลว่า เกรงกลัวต่อบาปคุณธรรมสองข้อนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมผัสต่อหลวงตาและพบคุณธรรมข้อนี้เด่นชัดมากเพราะท่านแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมข้อนี้เสมอ ๆ อะไรที่เป็นบาปท่านจะคอยบอกคอยเตือนไม่ให้กระทำให้ระมัดระวัง จึงแสดงให้เห็นว่าคำขนานนามหลวงตาสงค์ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า เทวดา มีเจตนาเพื่อเป็นอุบายให้นึกถึงธรรมที่หลวงตาท่านได้ทำให้ดูอยู่ให้เห็น ทำให้เป็นตัวอย่างชัดเจนท่านจึงเสมือนดั่งเทวดาของสานุศิษย์ทั้งหลายนั้นเอง และนอกจากนั้นหลวงปู่สรวงเทวดาเดินดิน เป็นอาจารย์ของท่านผู้ได้รับขนานนามว่า เทวดาเดินดินการเรียกขนานนามหลวงปู่สรวงว่า เทวดาเดินดินนั้น ตามความคิดเห็นของสานุศิษย์หลวงปู่จากผู้เขียนสามารถสรุปได้สองประการ คือ ส่วนแรก มองว่าหลวงปู่สรวงเป็นเทวดาจากสรวงสวรรค์มาเกิดเดินดินส่วนที่สองมองว่า ท่านมีคุณธรรมของเทวดาโดยสมบูรณ์ คือ หิริ โอตตัปปะ  สิ่งสำคัญที่เป็นคุณประโยชน์มาก คือ การมองว่าหลวงปู่เป็นผู้มีคุณธรรมของเทวดาโดยสมบูรณ์ทำให้การระลึกถึงหลวงปู่เช่นนี้เกิดเป็นเทวตานุสสติและเป็นสังฆานุสสติ  ดังนั้นศิษย์กับอาจารย์มีคุณธรรมที่ตรงกันที่สมกันแล้วที่ครูบาอาจารย์ท่านได้สืบทอดแม้คุณธรรมอันดีงามนี้และพลอยให้สานุศิษย์ทั้งหลายได้ยึดเอาไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้

คำว่า”ผู้รัตตัญญู” แปลว่า “ผู้รู้ราตรี”หมายความว่า ผู้รู้กาลนาน, ผู้มีอายุมาก จำกิจการต่าง ๆ  ได้มาก หลวงตาสงค์เป็นครูบาอาจารย์ผู้รัตตัญญูต่อหลวงปู่สรวงอย่างแท้จริงเพราะหลวงตาสงค์ท่านเป็นผู้สืบทอดคาถา วิชาอาคม พร้อมทั้งกับจดจำแนวปฏิบัติกิจกรรมปริศนาธรรมต่าง ๆ เช่น การขึ้นว่าวปริศนาธรรมแม้หลวงปู่สรวงจะละสังขารไปนานกว่า ๑๔ ปี หลวงตาสงค์ท่านก็ยังคงจดจำคาถาที่หลวงปู่สรวงเคยสอนและนำคาถาเหล่านั้นมาใช้สวดโปรดอนุเคราะห์แก่เหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายท่านได้กราบระลึกถึงบูชาหลวงปู่สรวงโดยมิได้ขาด ท่านจะทำพิธีทำบายศรีบูชาครูหลวงปู่สรวง ในวันพฤหัสบดีเป็นประจำ โดยท่านให้เหตุผลว่า วันพฤหัสบดีเป็นวันครูจึงทำถวายบูชาหลวงปู่สรวงครูอาจารย์ของท่านและ

นอกจากนั้นท่านก็จะทำพิธีขึ้นว่าวบูชาหลวงปู่สรวงซึ่งหลวงปู่สรวงท่านเคยพาทำอย่างไรหลวงตาสงค์ท่านก็จดจำและยังคงปฏิบัติเพื่อระลึกถึงเพื่อบูชาหลวงปู่สรวงอย่างสม่ำเสมอ ณ วัดขะยูง ต.ห้วยตามอญ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนขอกล่าวขนานนามหลวงตาสงค์ว่า”เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้”ถือว่าเป็นการขนานนามถึงหลวงตาโดยมีเหตุผลรับรองเพื่อตอบคำถามว่า ทำไมจึงขนานนามท่านว่า”เทวดาผู้รัตตัญญู” นั่นเอง

หลวงตาสงค์มรณะแล้วฟื้นคืน

หลวงตาสา ปสุโต ชาวบ้านรู้จักท่านในนามที่ชื่อว่าหลวงตาสงค์ ในเวลานี้ท่านคือครูอาจารย์องค์หนึ่งในสายศิษย์หลวงปู่สรวงที่น่ากราบไว้ได้อย่างสนิทใจอย่างแท้จริง เราทั้งหลายอาจจะไม่เคยรู้จักหรือรู้จักบ้างเล็กน้อย แต่ในแถบพื้นที่รู้จักเกียรติประวัติท่านเป็นอย่างดี ท่านมีชื่อเสียงมากในครั้งสมัยหลวงปู่สรวงยังมีชีวิตในด้าน รดน้ำมนต์ เป่าเสกคาถา รักษาคนป่วย ด้วยว่านยาสมุนไพร รักษาคุณไสย์ ดูดวงสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา เสริมบารมีต่าง ๆ พักหลัง ๆ ท่านหายเงียบไปนานกว่าสิบปี

อันเนื่องมาจากท่านถูกรถชนและมรณะ ห้าวัน หลวงพ่อนรินทร์ (พระครูไพโรจน์อินทสาร)เจ้าอาวาสวัดขะยูงในปัจจุบัน ท่านเล่าว่า ในระหว่างที่ทางวัดเตรียมงานทำบุญ อยู่ ๆท่านฟื้นขึ้นมา ในขณะที่มรณะไปแล้วห้าวัน นั้นเอง พอท่านฟื้นขึ้นมาแล้วความจำ(สัญญา) เดิมหลาย ๆ อย่างของท่านเสื่อมไป แต่ตอนพักหลัง ๆ มานี้หลวงตาท่านฟื้นสัญญาเดิมได้มากเลยทีเดียวมีเพียงตัวยาสมุนไพรที่ท่านมองไม่ออกว่าเป็นยาอะไร เพราะตาของท่านมองไม่ชัดและเสีย (บอด) ข้างหนึ่งแล้ว ที่ท่านฝื้นขึ้นมาได้นั้นท่านบอกว่าหลวงปู่สรวงช่วยพาท่านกลับคืนมาเอง

ฉะนั้น ในเวลานี้ ไม่อยากให้ทุกท่านมองข้ามและพลาดโอกาสแห่งช่วงเวลานี้ไปเพราะขณะนี้ท่านยังทรงธาตุขันธ์อยู่ ที่สำคัญกว่านั้นท่านเพิ่งกลับมาอยู่วัดขะยูง เป็นวัดที่ท่านได้สร้างมาตั้งแต่ก่อตั้งวัด แม้ปัจจุบันท่านได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสเพราะท่านไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งท่านบอกผู้เขียนเอง อะไรที่หลวงตาท่านทำได้ท่านก็จะทำอะไรที่หลวงตาทำไม่ได้ท่านก็จะไม่ทำ ท่านเป็นผู้รู้จักประมาณตนเอง ไม่ทำอะไรเกินกำลังถือเป็นการกระทำตัวอย่างที่ดีมาก

อมตธรรมคำสอนหลวงตาสงค์

สำหรับอมตธรรมคำสอนของหลวงตาสงค์ท่านสอนแต่ละครั้งไม่ได้มาจากการเทศนาเป็นกัณฑ์ หรือขึ้นธรรมมาสน์แสดงธรรมหรือบรรยายธรรม แต่เป็นคำสอนที่มาจากการได้สนทนาธรรมกับท่าน ซึ่งเป็นคำสอนสั้น ๆเป็นประโยคสั้น ๆผู้เขียนพยายามที่จะจดจำจารึกไว้เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติของสานุศิษย์ทั้งหลายต่อไปและผู้เขียนขออนุญาตเขียนอธิบายขยายความเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย เช่น ประโยคคำสอนที่ว่า”ไม่ต้องอยากได้อะไร ให้อย่างเดียว” คำว่าอยากมาจากคำว่า ตัณหา ในทางพระพุทธศาสนามองความหมายตัณหาครอบคลุมถึง ราคะ ความอยากกามารมณ์ กิเลส ความต้องการ ความใคร่  ฉะนั้น ท่านมุ่งหมายเพื่อให้ ละตัณหาคือความอยากออกไปก่อน ท่านจึงบอกว่าไม่ต้องอยากได้อะไรไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามก็ไม่ต้องอยากได้ อยากมี อยากเป็นเพราะเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ เมื่อละได้ก็ไม่ต้องทุกข์

ส่วนคำว่า”ให้อย่างเดียว” คือ ข้อปฏิบัติเพื่อละความตัณหานั้น กล่าวคือ คำว่า”ให้” ตรงกับคำว่า “ทาน” แปลว่า ให้ คือความสละออกไป ละออกไปเช่น ให้ทาน ก็เพื่อละความโลภ ให้อภัยเพื่อละความโกรธ ให้ปัญญาเพื่อละความหลง นี่คือนัยความหมายของประโยคทองอมตธรรมคำสอนหลวงตาสงค์ (สา ปสุโต) ผู้เป็นศิษย์หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน

หลวงตาสวดมนต์ทำวัตรเป็นกิจวัตรประจำวันขององค์ท่าน ครูบาอาจารย์จะไม่ทิ้ง ไม่ปล่อยปละละเลยเรื่องการสวดมนต์ภาวนาและท่านเมตตาลูกศิษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนท่านก็ระลึกถึงและปรารถนาดีเสมอ ผู้เขียนมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับท่านส่วนมากท่านจะถามประโยคแรกว่า “เป็นยังไงบ้างฝันดีไหม”ก็รีบตอบท่านว่า “ดีครับผมหลวงตา” ท่านบอกว่า “ดีแล้ว”ขอให้เจริญ ๆ ไปหน้า และท่านบอกว่า ท่านสวดมนต์นั่งสมาธิแผ่เมตตาให้ด้วย ฟังคำพูดหลวงตาแล้วรู้สึกมีความสุขใจปิติใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ เพียงได้แต่อุทานในใจว่า นี่หนอความเมตตาของครูบาอาจารย์ที่ไม่มีประมาณอย่างแท้จริงคำของครูบาอาจารย์นี้เป็นพลังใจที่สำคัญมากที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามสู่ความสำเร็จอย่างหนึ่งอย่างใดได้เพราะหลายครั้งที่ผู้เขียนเองกำลังทำงานแล้วเจออุปสรรคปัญหาแต่ไม่เคยบอกหลวงตาว่าเจออะไรบ้างท่านกลับพูดออกมาเหมือนว่าท่านคงรู้ว่าเรากำลังเจออุปสรรค์ปัญหาท่านก็ได้ให้กำลังใจท่านจะบอกเป็นคำอวยพรว่า “ขอให้สบายใจไปหน้า”

หลวงตาท่านพูดน้อยคุยไม่มาก แต่มีค่ามากทุกประโยคที่หลวงตาท่านพูดมีค่าสำหรับผู้เขียนเสมอ ซึ่งผู้เขียนพยายามน้อมเข้ามาใส่ใจแล้วพิจารณาตามท่าน แม้บางครั้งเวลาท่านสอนญาติโยมท่านจะสอนว่า”ทำดีไม่ดีก็ให้รู้” แค่ประโยคเดียวที่ญาติโยมได้ยินได้ฟังสามารถจดจำไว้เตือนใจเป็นข้อคิดได้ทั้งชีวิตฉะนั้น คำสอนของท่าน คือ สิ่งที่ดีมีค่ามาก ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า สิ่งดี ๆ ที่มีค่ามากมีอะไรและเราจะได้อะไรจากการศึกษาประวัติจากหลวงตา ความขลัง ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา เสริมบารมี ผู้เขียนไม่ปฏิเสธ นั้นคือเรื่อง”ศรัทธา” และผู้เขียนก็ศรัทธาท่านมากอยู่แล้ว ส่วนคำสอน คือเรื่องของ”ปัญญา” ที่จะขาดไม่ได้ซึ่งต้องประกอบกันจึงจะไม่หลงงมงาย

ศรัทธากับ ปัญญา จึงเป็นธรรมคู่กันสำหรับเราผู้ศึกษา จะทำให้เราได้อะไรมากมายจากการศึกษาเรียนรู้ประวัติจากครูบาอาจารย์ ฉะนั้น ผู้เขียนรู้และเข้าใจอะไรก็จะบอกท่านทั้งหลายไม่ปิดบัง ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกท่านที่พร้อมจะเข้ามาศึกษาตามรอยธรรมหลวงตาสงค์  เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้ คำสอนของหลวงตาอาจจะสั้น ๆผู้เขียนต้องขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เกิดความเข้าใจตรงตามเจตนารมณ์คำสอนของหลวงตาสงค์ให้มากที่สุดอะไรที่ผู้เขียนไม่เข้าใจเวลานี้ยังพอมีโอกาสได้ถามหลวงตาได้โดยตรง ส่วนท่านทั้งหลายจะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่จะใช้วิจารณญานของตนเองขอให้ทุกท่านคัดเลือกและตัดสินใจว่าจะเลือกเอาอะไรที่ดีมาใช้ได้ดีในการดำเนินชีวิตจริง

เวลาหลวงตาอยู่กับคนหมู่มากท่านจะพูดน้อยแต่ถ้าได้มีโอกาสสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวแล้วตั้งใจฟังทำความเข้าใจตามที่ท่านพูดจะได้สิ่งที่ดีมีค่ามากเรื่องราวอดีตผ่านมายี่สิบสามสิบปีที่แล้วผู้เขียนคิดว่าจะหาโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้คนทั้งหลายที่มีโอกาสได้รับความเมตตาจากหลวงตาแต่สำหรับช่วงเวลาปัจจุบันนี้ก็จะขอนำเอาส่วนที่พอรู้และสัมผัสต่อหลวงตาได้ในปัจจุบันมาเขียนจารึกเผยแผ่เพราะหากปล่อยเวลานานไปอาจจะลืมได้หรือเล่าผ่านปากต่อปากก็อาจจะเพี้ยนจากความเดิมมาก

การเผยแผ่เกียรติประวัติครูบาอาจารย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจำเป็นที่จะต้องเห็นประโยชน์สูงสุดจึงจะสามารถถอดบทเรียนสิ่งที่มีค่ามีประโยชน์นั้นออกมาให้สานุศิษย์ทั้งหลายได้ศึกษา ตอนนี้คือคำสอนที่ออกจากปากของท่านคำพูดข้อคิดที่ออกจากปากของท่านเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ประโยคเดียวก็มีค่ามากฉะนั้นอะไรที่เป็นคำพูดของท่านผู้เขียนจะนำเอามาเผยแผ่ต่อไป

เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘หลวงตาท่านได้เมตตาเล่าสิ่งต่าง ๆ ให้ฟัง ว่า ที่ผ่านมาท่านทำแต่ความดี”ทำความดีแล้วมีความสุข” ความชั่วจะไม่ทำ ช่วยเหลือคนมาโดยตลอดเจ็บไข้ไม่สบายท่านก็ช่วย จากคำพูดสั้นของท่านที่ว่า “ทำความดีแล้วมีความสุข”ทำให้ผู้เขียนไม่แปลกใจเลยหลวงปู่สรวงสอนเรื่องการให้ทานแล้วมีความสุข เป็นคำสอนที่ย้ำตรงกันแล้วว่า”ทำความดีแล้วมีความสุข” เพราะ การให้ทาน ก็คือ การทำความดีประการหนึ่งการทำความดีนี้ครอบคลุมทุกอย่างแล้ว ซึ่งผลของการทำความดี คือ ความสุขนั้นเอง อันถือว่าเป็นธรรมดวงเดียวกันที่ครูบาอาจารย์ทั้งสองท่านได้สอนอย่างเดียวกัน จึงเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าแม้แต่คำสอนของหลวงตาสงค์ผู้เป็นศิษย์กับหลวงปู่สรวงผู้เป็นอาจารย์สอนธรรมดวงเดียวกันฉะนั้นครูบาอาจารย์ทั้งสองนี้เราทั้งหลายกราบไหว้บูชาองค์ท่านได้อย่างสนิทใจ

พรหลวงตา

สนทนาธรรมกับหลวงตาทุกครั้งท่านจะถามประโยคแรกตลอดว่าฝันดีไหม ตอบท่านว่า ฝันดีครับผมหลวงตา แล้วท่านก็จะพูดให้พรต่ออีกว่าดีแล้วให้สบายใจไปหน้า แล้วก็รีบตอบท่านว่า ครับผม ในใจรู้สึกถึงความเมตตาของท่านมากมายที่มอบให้แก่เราจึงอยากจะดูแลหลวงตาอะไรที่พอหาได้จัดหาได้จึงได้เลยถามหลวงตา ว่า”หลวงตาขาดเหลืออะไรบ้างไหมครับผม” หลวงตา ท่านตอบว่า”บอกไม่ถูก ใจบุญใจกุศล “แล้วแต่” คิดเอา ว่าเอาว่าไม่เป็นคิดไม่ออกบอกไม่ได้ คิดไม่ออกบอกไม่เป็น”

แม้เราจะปวารณาหลวงตาไว้แล้วก็ตาม หลวงตาท่านไม่เคยคิดอยากได้อะไรหากเราเองประสงค์จะถวายอะไรที่เป็นบุญเป็นกุศลก็ให้ขวนขวายเอาเอง ซึ่งแล้วแต่เราคิดจะถวายอะไรหลวงตาพูดหวังเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้หลวงตาพูดเอาไม่เป็น คิดเอาไม่เป็นเรื่องที่คิดจะเอาอะไร ท่านบอกว่า “คิดไม่ออกบอกไม่ได้ คิดไม่ออกบอกไม่เป็น”คำพูดของท่านแสดงให้เห็นความเป็นพระที่น่ากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ และนอกจากนั้นยังมีสำนวนคำพรหลวงตาอีกว่า “ขอให้ไปทางที่ดี ให้โชคดี ทำดีนี่ดีแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้สุขก็ต้องสุขทำให้ดีก็ต้องดีส่วนผมยังไม่ดี พอไปได้ สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง”(อันเนื่องมาจากรถชนมรณะห้าวันแล้วฟื้นคืนมา ตอนนี้ร่างกายของท่านก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ พอไปไหนมาไหนได้บ้าง)

หลวงท่านให้พรว่า”ขอให้สบายใจอย่างเดียว ให้สบายใจอย่างเดียวนะ สุขกายสบายใจขอบารมีหลวงปู่สรวงไปช่วย ให้บุญบารมีปู่สรวงตามตลอด ผมคิดว่าคนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหมขอให้ดีอย่างเดียว ให้มีความสุข ความทุกข์อย่าเห็น มีสติปัญญาทำอะไรให้ลุล่วงไปด้วยดี ผมสวดมนต์ภาวนาทำให้ทุกวัน ๆ อยากให้ดีให้มีความสุขทุกข์อย่าให้มาเบียดเบียนเลย”

คำพรของท่านศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากเมื่อได้ฟังจากปากท่านโดยตรงยิ่งเกิดพลังใจขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ผู้เขียนได้รับฟังคำพรของท่านเสมอ ๆ จึงทำให้พิจารณาตกผลึกแม้คำให้พรของหลวงตาโดยสามารถพิจารณาได้ว่าพรหลวงตานั้นไม่ได้เป็นเพียงแต่คำพูดอวยพรอย่างเดียว แต่มีคำสอนแทรกไว้ด้วย มีกำลังใจแทรกไว้ด้วยซึ่งมีคุณค่ามากนึกแล้วก็อดดีใจไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งที่ได้พบครูบาอาจารย์ผู้มีเมตตาและเราได้มีโอกาสสัมผัสต่อท่านโดยตรงเผยแผ่เกียรติประวัติท่านได้อย่างเต็มที่เต็มกำลังเต็มปากเต็มคำ ไม่มีสงสัยใด ๆ ซึ่งต่างจากหลวงปู่สรวงท่านละสังขารแล้วเราจึงมีโอกาสศึกษาและเผยแผ่เกียรติประวัติของท่านบางครั้งก็ไม่อาจจะตอบคำถามของคนได้โดยตรงเพราะบางอย่างเราเองก็ไม่เคยได้รู้ได้เห็นเวลาจะตอบก็ตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ

เวลาหลวงตาอธิษฐานให้พรลูกหลานหลวงตามักอธิษฐานว่า “ขอลูกหลานให้ดีไปหน้าให้เจริญไปหน้า หน้าที่การงานให้เจริญ ๆ ” หลวงตาท่านมีความสมถะสันโดษไม่มักโลภขันธ์ครูของหลวงตาท่านไม่เคยระบุจำนวนว่าเท่านั้นเท่านี้เวลาคนมาขอพรให้ช่วยสะเดาะห์เคราะห์เสริมบารมี หรือรดน้ำมนต์ เป่าเสกเลขยันต์คาถาท่านเมตตาทุกคนไม่เลือกดีมีจน ซึ่งไม่ต่างจากหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดินผู้เป็นอาจารย์ของท่าน

หลวงตาสงค์พูดถึงหลวงปู่สรวง

มีอยู่วันหนึ่งหลวงตาเรียกลูกศิษย์แต่เช้าเพื่อจัดหาซื้อพานแว่นฟ้าลูกศิษย์ก็ถามว่า หลวงตาจะเอามาทำอะไร ท่านตอบว่า เอามาทำบายศรี”สมาครู” หลวงตาใช้ คำว่า “สมาครู” เป็นคำเก่าคำโบราณ ซึ่งคำนี้มีความหมายยิ่งใหญ่มาก และท่านเล่าเรื่องราวหลวงปู่สรวงขอคัดเอาทุกประโยคของหลวงตาที่ท่านพูดถึงหลวงปู่สรวงซึ่งเป็นสำนวนที่ไม่ได้แต่งเติมหรือขยายความเลย ท่านเล่าให้ฟังว่า “เวลาหลวงปู่สรวงมาก็มาเวลาไปก็ไป เวลาไปกรุงเทพก็พาผมไปด้วยช่วยผมมากช่วยจริงๆ ช่วยทุกอย่าง ตายไปหลวงปู่ยังไปเอามา หลวงปู่มาช่วยจึงรอดมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอไปได้มาได้ หลวงปู่สั่งอะไรก็ทำให้เลย ทำตามใจหลวงปู่สรวงผมไปสร้างพุทธรูปองค์ใหญ่หันหน้าไปทางทิศทิศตะวันนออกสร้างไม่มีเงินโยมช่วยกันสร้าง หลวงปู่สรวงสั่งยังไงก็ทำตามใจหลวงปู่สรวง ตามใจเขาคิดถึงหลวงปู่สรวงมาก คิดถึงเขาทุกวันๆเวลาสวดมนต์ก่อนนอนก็อธิษฐานถึงเขาก่อน”

ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของหลวงปู่สรวงกับหลวงตาสงค์มีมากมายสังเกตดูจากภาพถ่ายบางภาพถ่ายคู่กับหลวงตาสงค์ บางภาพถ่ายกับโยมแม่หลวงตาสงค์บางภาพถ่ายกับเหล่าอุบาสิกาวัดขะยูงบนศาลาไม้ จึงแสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดว่าความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของหลวงปู่สรวงกับวัดขะยูงกับหรือกับหลวงตาสงค์มีมากหลวงตาเป็นพระผู้เฒ่าธรรมดา ๆ นี่แหละ ท่านไม่เคยจะอวดอ้างว่าท่านดีเด่นหรือเป็นเกจิอาจารย์ผู้เก่งกล้าวิชาอาคม แต่ท่านมีเมตตาอนุเคราะห์ผู้คนไม่เลือกดีมีจนเมตตาของท่านเป็น อัปปมัญญา ไม่ต่างจากหลวงปู่สรวงผู้เป็นอาจารย์ของท่านเลยปัจจุบันท่านสุขภาพไม่ดีเนื่องมาจากท่านโดนรถชน แต่ตอนนี้สุขภาพท่านดีขึ้นมาก จึงไม่อยากให้ทุกคนพลาดโอกาสที่จะได้รู้จักหรือได้พบเจอท่านแม้ท่านไม่ใช่พระผู้โด่งดังที่มีชื่อเสียง ท่านเป็นเพียงพระหลวงตาธรรมดา ๆแต่เชื่อว่าหากใครได้มีโอกาสไปสัมผัสต่อท่านจะรู้เองว่าเป็นบุญของเราแล้วที่มีโอกาสได้เจอได้กราบครูบาอาจารย์เช่นนี้

ผู้เขียนต้องอนุโมทนาขอบคุณอ.แพร สีทอง ผอ.นิตยสารพระเครื่องพุทโธที่ได้เปิดพื้นที่เผยแผ่เกียรติประวัติของหลวงตา ทำให้ทุกท่านมีโอกาสได้รู้จักตั้งแต่เริ่มเผยแผ่เกียรติประวัติหลวงตา ทั้งทางหนังสือบ้างทั้งอินเตอร์เน็ตบ้างทำให้ หลาย ๆ คนก็เริ่มหาโอกาสแวะไปกราบหลวงตาเรื่อย ๆเพราะไปภูสิงห์แล้วจะไม่พลาดโอกาสไปกราบหลวงปู่สรวงด้วย หลายคนไปกราบหลวงปู่สรวง(หลวงพ่อใหญ่) ก็จะแวะกราบหลวงตาสงค์ แห่งวัดขะยูงด้วยซึ่งวัดขะยูงจะถึงก่อนวัดไพรพัฒนา และจริง ๆ แล้วเส้นทางไหว้พระในเขตภูสิงห์มีอีกหลายวัดสำคัญๆ แต่หลัก ๆ ตอนนี้ไปกราบหลวงตาสงค์ ก็มีโอกาสไปกราบหลวงปู่สรวงไปกราบหลวงปู่สรวงก็มีโอกาสแวะกราบหลวงตาสงค์ เชื่อว่าการได้พบครูบาอาจารย์เป็นมงคลอย่างยิ่งผู้เขียนเป็นเพียงผู้สื่อสารเสมือน “ทูต” เท่านั้นไม่อาจจะบังคับให้ท่านศรัทธาหรือไม่ศรัทธาอยู่ที่ทุกท่านจะมีโอกาสได้พบได้สัมผัสเองอย่างไรสุดท้ายนี้ขออนุโมทนากับทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านประวัติเรื่องราวในนิตยสารพระเครื่องพุทโธมาโดยตลอดในฉบับต่อไปจะนำเรื่องราวหลวงตาสงค์เทวดาผู้รัตตัญญูแห่งวัดขะยูงอีสานใต้มาเล่าต่อหวังว่าทุกท่านจะติดตามศึกษาไปพร้อมๆ กัน

 

เขียนโดย พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ (ออ.พิมพ์นนท์)

Comments

comments