มองโลกในแง่ดีอย่างไรชีวิตจึงจะมีความสุข

วันนี้พอมีเวลามาเขียนบทความธรรมะสักบทให้ท่านได้อ่านกันบ้าง เพื่อเติมเต็มสติปัญญา พัฒนาแนวคิด ชีวิตจะได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีงาม การมองโลกในแง่ดีอย่างไร ชีวิตจะดีมีความสุข วันนี้จะพูดถึงประเด็นนี้ ซึ่งหลายๆ คนคงได้ยินบ่อยๆ ในเวลาที่มีปัญหาหรือมีทุกข์ ผู้ใหญ่ทั้งหลายจะบอกเราว่าให้มองโลกในแง่ดี เราจะสบายใจแม้เรื่องร้ายๆเกิดขึ้น ก็ยังสบายใจได้

ก็ขอยืนยันเช่นกันว่าการมองโลกในแง่ดีมันดีจริงๆ แต่การมองโลกในแง่ดีก็ต้องมองอย่างมีปัญญา มองอย่างไรหละจึงจะชื่อว่ามองอย่างมีปัญญา ก็ขอให้ท่านได้ทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า การมอง หมายถึง การใช้ใจพิจารณาอย่างมีเหตุผล ซึ่งการมองมันเกิดจากข้างใน ใช้ใจมอง อย่าใช้ตามอง การมองเห็นด้วยปัญญา คือ การใช้ใจมองด้วยปัญญา เข้าใจถึงสภาวะตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ

การมอง จึงเป็นการใช้ใจไขปัญหาทั้งหลายด้วยปัญญา การมองในแง่ดี คือ การมองมุมบวก การมองมุมบวกเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาธรรมตามความเป็นจริง การมองมุมบวกทำให้เราเองสบายใจ แม้ปัญหาภายนอกใจยังคงอยู่ก็ตาม เป็นการแก้ปัญหาภายในใจก่อน

การมองแง่ดีอย่างพุทธะ ขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ 3 ประการดังนี้

  1. มองว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงเอาแน่นอนไม่ได้ (อนิจจัง)
  2. มองว่าสิ่งทั้งหลายเป็นทุกข์ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นไว้ (ทุกขัง)
  3. มองว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตนอันใดให้สามารถบังคับบัญชาได้ (อนัตตา)

มองเห็น 3 ข้อนี้ก็จะช่วยผ่อนคลายจิตใจที่กำลังทุกข์เร้าร้อนให้เย็นลงได้ แม้ปัญหาภายนอกยังมีอยู่ก็ตาม การมองเห็นเช่นนี้แหละเป็นการมองอย่างผู้มีปัญญา มองธรรม  3  ประการนี้ให้ชัดตามความเป็นจริง เมื่อใจสบายภายในแล้วจะช่วยให้เราได้คำตอบในการแก้ปัญหาภายนอกได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธี เพราะผู้มีใจสบาย ใจสงบย่อมเห็นชัด มีสติพิจารณาได้โดยแยบคาย การมองได้เช่นนี้ ชีวิตเราก็จะมีความสุขได้ในทุกๆ สถานการณ์ของชีวิต ชีวิตก็จะพบความสงบ พบสันติ พบความบริสุทธิ์ พบความเกษม สมดังที่หลวงปู่สรวงสอนเราไว้ว่า เทอเจิตออยสะโสต ทำใจให้บริสุทธิ์ การทำใจที่ท่านสอนก็สามารถพูดแบบภาษาสมัยใหม่ คือ การมองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่ดีในที่นี้ ก็คือการมองอย่างพุทธะ ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ เพื่อความสงบของจิตใจ อันเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต เพราะไม่มีความสุขอื่นยิ่งไปกว่าความสงบ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี นั้นเอง

เล่าโดย พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments