ฝึกใจให้ดีก็มีความสุขได้ตลอดทุกลมหายใจ

การพูดถึงจิตใจเป็นเรื่องใหญ่ เพราะใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน เมื่อพูดถึงใจจึงครอบคลุมทุกอย่าง ถ้าตรงใจผู้ใดก็ประหนึ่งว่า รู้ใจผู้นั้น เกิดเป็นความอัศจรรย์ต่อผู้ฟัง ทั้งที่จริงแล้วผู้พูดไม่ได้รู้ใจผู้ใดเลย แต่หากรู้ใจผู้พูดเองต่างหาก แล้วพูดเรื่องใจด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง

เราจึงเห็นในยามที่ครูบาอาจารย์แสดงธรรม เมื่อตรงใจเรื่องที่เรากำลังอยากจะได้คำตอบ บางครั้งแม้แต่ฟังเทปที่บันทึกไว้ ครูบาอาจารย์ที่เทศน์ไว้ก็ละสังขารไปแล้ว หรือเมื่อฟังจากท่านอยู่ต่อเฉพาะหน้า อยากจะให้ท่านได้เตือนสติเรื่องใดๆ เพื่อการพัฒนา สำรวม กายวาจาใจ หรือ เพื่อปลุกสติให้หลุดพ้นจากความหลงผิดทั้งหลาย พอท่านได้กล่าวธรรมขึ้นแล้ว ก็เกิดความอัศจรรย์ใจว่าท่านกำหนดรู้ใจลูกศิษย์ รู้ใจว่าเราถาม แล้วท่านก็ตอบเรา แล้วก็ยกย่องชื่นชมท่านเสมือนว่าเป็นผู้วิเศษเลยทีเดียวก็มี

อาตมะ เคยถามครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านไม่พูดอวดตัวเองหรอกว่าท่านรู้ใจคนนั้นคนนี้ รู้ว่าคนๆนั้นคิดอะไรอยู่ ครูบาอาจารย์ผู้มีปัญญา ท่านจะให้คำตอบดังนี้ “เมื่อพูดเรื่องใจ พูดอย่างไรกก็ถูกใจเขาหมด เพราะพูดเรื่องใจครอบคลุมทุกอย่าง” อาตมะก็จำแล้วพิจารณามาจนป่านนี้

เมื่อพูดถึงจิตใจก็จะก่อประโยชน์ต่อใจ ของผู้ฟังไม่ว่าจะยกหัวข้อธรรมใดมาพิจารณาก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับจิตใจทั้งนั้น วันนี้ก็จะพูดถึงเรื่องใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน ครูบาอาจารย์เทศน์สอนได้ยินจนชินหูแล้ว่า ใจเป็นใหญ่ใจ ใจเป็นหัวหน้า เป็นประธานทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ ก็มาจากคาถาที่ว่า

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํ ว วหโต ปทํ ฯ


“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้าย พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจล้ออันหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกอยู่ฉะนั้น”

จากคาถาดังกล่าวทำให้เราเห็นว่า ใจสำคัญยิ่งนัก หากมีใจร้ายก็ต้องทุกข์ไปจนตาย ตายแล้วก็ยังต้องทุกข์อีก เพราะทุกข์นั้นย่อมตามผู้มีใจร้ายไปดุจล้ออันหมุนไปตามรอยเท้าโค ดังนั้น เราทั้งหลายต้องฝึกใจให้ดี เพราะการฝึกใจให้ดีย่อมนำสุขมาให้ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ผู้ฝึกจิตดีแล้วนำสุขมาให้” การฝึกจิตใจก็ต้องอาศัยกรรมฐาน การมีสติรู้กายใจตนเอง รู้ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ จะเป็นอิริยาบทใหญ่ เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน หรืออิริยาบทย่อย เช่น พูด ดื่ม กิน ทำ พูด คิด แลซ้ายแลขวา หลับตา ลืมตา เป็นต้น ก็ให้เจริญสติ กำหนดรู้ อยู่เฉยๆ ก็พอแล้ว ครูบาอาจารย์บางท่านใช้ภาษาให้เข้าใจง่ายๆว่า “รู้แล้วเงียบ” การรู้แล้วเงียบ รู้แล้วไม่ต้องอะไร รู้เฉยๆ นี่แหละเป็นหนทางแห่งมรรคาปฏิปทา การเจริญสติเช่นนี้เป็นการประพฤติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน

หลวงตาสงค์ ท่านก็จะให้พรและสอนว่า “ให้สบายใจอย่างเดียว” เพราะท่านก็สำคัญที่ใจ เมื่อสบายใจ จะทำอะไรก็มีความสุข ส่วนหลวงปู่สรวง ท่านก็สอนเราไว้ว่า “เทอเจิตออยสะโลต ทำใจให้บริสุทธิ์” ประโยคเดียวนี้สามารถอธิบายให้เข้ากับธรรมทุกหมวดได้ ซึ่งหลวงปู่สรวงท่านสอนก็ตรงที่พระพุทธเจ้าสอน ในโอวาทปาฏิโมกข์ ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ. “การทำใจให้บริสุทธิ์” เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

การทำใจก็ต้องอาศัยการฝึกใจให้ดีจึงจะทำใจให้บริสุทธิ์ได้ ใจจึงสำคัญ เมื่อปรารถนาให้ใจมีสุข หรือปรารถนาให้สุขใจ ก็ต้องฝึกใจอาศัยการเจริญจิตภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 เป็นหลักประพฤติปฏิบัติแล้วประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราให้ได้ เมื่อศึกษาเข้าใจดังนี้แล้ว เราฉลาดพอมีปัญญาแล้ว เราจึงอ้างไม่ได้อีกว่าไม่มีเวลา เพราะตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ นั้นแหละคือเวลาที่เราสามารถประพฤติธรรมได้นั้นเอง

เล่าธรรมโดย พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

 

Comments

comments