ปรัชญาหัวใจธรรมคำสอนหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน

ปรัชญาหัวใจธรรมคำสอนหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน

“โยโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา กันตุยธูป กันตุยเตียน กันตุยมะมาย อากู อากู”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้โดยชอบข้าพเจ้าขอบูชาด้วยธูปด้วยเทียนด้วยการประพฤติพรหมจรรย์นี้ สาธุ สาธุ

หลวงปู่สรวง พระมหาเกจิเถราจารย์ ผู้ได้รับขนานนามว่า “เทวดาเดินดิน” ผู้วิเศษแห่งภูตะแบงอีสานใต้ เรื่องราวชีวประวัติขององค์ท่าน เป็นที่กล่าวขาน ล่ำลือ กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยเฉพาะเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หายตัว ย่นย่อระยะทาง เหาะเหินเดินอากาศ รวมถึงการขอพร เกิดโชคลาภ โรคภัยไข้เจ็บหาย อันเป็นไปตามคำอธิษฐาน จนปัจจุบัน กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสานุศิษย์หลวงปู่สรวงผู้อยู่ติดตามรับใช้ใกล้ชิด เรื่องราวหลวงปู่สรวงจึงไม่ใช่ตำนานปรัมปรา แต่เป็นตำนานประวัติปูชนียบุคคล ที่มีตัวตนจริง

จากที่ผู้เขียนมีโอกาสในการศึกษาตามรอยหลวงปู่สรวงอย่างจริงจัง ในฐานะลูกหลานเกิดในพื้นที่ถิ่นฐานที่หลวงปู่สรวงได้อาศัยอยู่ ในเขตแถบอำเภอภูสิงห์นั้นเอง ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรู้จักบุคคลต่างๆที่เคยติดตามรับใช้หลวงปู่ ผู้เคยได้สัมผัสถึงบารมีธรรมขององค์หลวงปู่สรวง และได้ฟังเรื่องราวต่างๆที่ยังไม่ได้ปรากฏในหนังสือเล่มต่างๆ โดยเฉพาะปรัญาธรรมคำสอนหลวงปู่สรวง รวมถึงปริศนาธรรม กิจกรรมปริศนาธรรม ลายลิขิตปริศนาธรรม

เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อศึกษาติดตามรอยธรรมเรื่องราวหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงปรัชญาหัวใจธรรมคำสอนหลวงปู่สรวง ซึ่งถือเป็นหัวใจคำสอนหลวงปู่สรวง มีการเผยแผ่มายาวนาน เช่น ออยเตียนสรูล (ให้ทานแล้วมีความสุข), เทอเจิตออยสรูล (ทำใจให้มีความสุข), เทอเจิตออยสะโลต (ทำใจให้บริสุทธิ์), ทำให้สามประโยคคำสอนนี้ สานุศิษย์หลวงปู่สรวง รู้สึกคุ้นชิน เมื่อกล่าวถึงคำสอนนี้ก็นึกถึงได้ทันทีว่าเป็นคำสอนหลวงปู่สรวง ส่วนคำสอนอื่นๆนอกจากนี้ก็มีหลายอย่าง

เช่น ผู้เขียนมีโอกาสฟัง หลวงพ่อประโยค ปญฺญาคโม ท่านเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่เคยทดสอบใจลูกศิษย์ว่าจะสามารถระงับความโกรธได้หรือไม่ ณ กระท่อมหลังหนึ่งหลวงปู่ได้ถอนต้นถั่วรอบๆ ข้างกระท่อมออกเยอะมาก พอเจ้าของต้นถั่วมาเห็นก็โกรธหลวงปู่ แล้วด่าหลวงปู่เสียหาย ส่วนหลวงปู่กลับนั่งยิ้มไม่โกรธ คนโกรธกลายเป็นลูกศิษย์ พากันโกรธแทนหลวงปู่ จนจะลงไม้ลงมือ จะชกต่อย ตีกัน ทะเลาะกันหลวงปู่จึงได้ห้ามไว้ โดยพูดห้ามว่า “กัมเทอเวีย” แปลว่า อย่าทำเขา เรื่องจึงยุติลงได้ด้วยการรู้จักให้อภัยกันได้ เกิดจากหลวงปู่ห้ามไว้ ทำให้ได้สติรู้จักให้อภัยกัน คำห้ามเตือนหลวงปู่คำนี้จึงถือว่าเป็นคำสอนให้รู้จักให้อภัย มีเมตตา กรุณา ต่อกัน

ส่วนในที่นี้ หัวใจปรัชญาธรรมคำสอนหลวงปู่สรวง ขอสรุปเอาเพียงสามประการ เพื่อเป็นแนวธรรมแนวทางในการปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันของสานุศิษย์หลวงปู่สรวง ซึ่งจะอธิบายตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดังนี้ว่า

๑.ออยเตียนสรูล แปลว่า ให้ทานความสุข หรือจะแปลว่า ให้ทานแล้วมีความสุขก็ได้ ซึ่งก็มีนัยความหมายมุ่งเน้นเรื่องการให้เป็นสำคัญ ส่วน การให้ความสุขเป็นทานย่อมได้รับความสุขเป็นผล ดังที่พระพุทธเจ้าได้สอนเกี่ยวกับการให้ความสุข ไว้ว่า สุขัสสะ ทาตา เมธาวี สุขัง โส อธิคัจฉะติ แปลว่า ปราชญ์ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข

๒.เทอเจิตออยสรูล แปลว่า ทำใจให้มีความสุข ตรงตามที่พระพุทธเจ้าได้สอนหลักของการทำใจ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การฝึกจิต ในขั้นของสมาธิภาวนา ทำใจให้สงบ ความสุขก็จะปรากฏเป็นผลให้ใจผู้นั้นมีความสุขจากความสงบนั้น พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้

๓.เทอเจิตออยสะโลต แปลว่า ทำใจให้บริสุทธิ์ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าได้สอนหลักของการทำใจ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การฝึกจิต ในขั้นของวิปัสนาภาวนา การเจริญวิปัสนาภาวนาก็เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ มีความปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง

คำสอนสามประการดังกล่าวมานี้ เสมือนหัวใจคำสอนหลวงปู่สรวงอันสามารถเทียบเคียงหลักธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากคำสอนดังที่กล่าวมานั้นแล้ว ผู้เขียนได้ศึกษาตามรอยธรรมหลวงปู่สรวงมา ยังพบคำสอนอีกมากมายที่หลวงปู่สรวงได้สอน แต่โดยส่วนมากนั้นเป็นคำสอนลักษณะปริศนาธรรม เป็นกิจกรรมปริศนาธรรม และลายลิขิตปริศนาธรรม ซึ่งผู้เขียนได้พบบุคคลหนึ่ง ซึ่งได้จดจำและบันทึกเรื่องราวปริศนาธรรมหลวงปู่สรวงเก็บรักษาไว้กว่า ๑๔ ปี บุญส่งนำพาให้มีโอกาสได้พบเจอบุคคลนี้คือ อาจารย์สาโรจน์ วงษ์ศรี ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านกระดาน จ.สุรินทร์ ผู้คนส่วนมากไปหาอาจารย์สาโรจน์ มักจะไปขอแต่วัตถุมงคล ไปหาแต่ของดีเป็นวัตถุโดยส่วนมาก แต่ด้วยเจตนาที่ผู้เขียนมีความตั้งใจศึกษาสิ่งที่หลวงปู่สอนไว้ และนำออกเผยแผ่ให้กับสานุศิษย์หลวงปู่สรวง ให้เข้าถึงแก่นแท้ แก่นธรรมหลวงปู่อย่างแท้จริง

จนได้มาพบกันและถวายข้อมูลต่างๆที่บันทึกไว้สมัยหลวงปู่ยังไม่ละสังขาร และอาจารย์สาโรจน์เชื่อว่า การพบกันครั้งนี้ตรงตามลายแทงที่หลวงปู่สรวงได้เขียนไว้เป็นตัวเลขว่า ๑๐๔ หลวงปู่สรวงอ่านว่า ด็อบบูน แปลว่า สิบสี่ เมื่อครบรอบสิบสี่ปีจะมีผู้มารับเอาข้อมูล และถอดรหัสปริศนาธรรมต่างๆเหล่านั้น ให้ผู้คนได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติตาม ซึ่งมีโอกาสคงจะได้นำเสนอให้ท่านทั้งหลายได้ติดตามอ่านต่อๆไป

เรียบเรียงโดย : พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments