พลังทรัพย์ภายในเพื่อสร้างศาลาประพฤติธรรมวัดบ้านขะยูงให้สำเร็จของสะพานบุญทั้งหลายที่ได้ตั้งใจสามัคคีช่วยกัน

โครงการก่อสร้างศาลาประพฤติธรรมวัดบ้านขะยูงนั้น เมื่อปี ๒๕๕๗ ได้เริ่มจากการจัดซื้อที่ดินใหม่ทยอยซื้อจากจำนวน ๓ ไร่ และได้ซื้อเพิ่มอีก ๑ ไร่ รวมจำนวน ๔ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับเขตวัดทางทิศตะวันออก ระหว่างนั้นได้ดำเนินการถมที่ดินเต็มบริเวณเป็นลานกว้าง พร้อมกับได้ถมสระน้ำในเขตวัดด้วย เพื่อเตรียมสถานที่จัดงานวางศิลาฤกษ์ และได้วางศิลาฤกษ์เมื่อปี วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ โดยมี พระครูพิศิษฏ์ธรรมานุศาสก์ เจ้าคณะอำเภอขุขันธ์ พระครูประภัศร์สุตาลังการ เจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ ๒ เจ้าคณะอำเภอ เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ พร้อมคณะสงฆ์พร้อมร่วมใจกันจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวางศาลาฤกษ์เสร็จแล้วนั้น ทางวัดได้ปล่อยให้ดินที่ถมใหม่นั้นผ่านฤดูฝน ๑ ปีเพื่อให้ดินแน่นตัว จึงดำเนินการตอกเสาเข็ม เมื่อต้นปี ๒๕๕๙ ได้เริ่มตอกเสาเข็มเสร็จแล้วทางวัดได้ดำเนินการกำหนดจัดงานเพื่อทำพิธีเทเสาเอก เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙ หลังจากนั้น จึงได้เริ่มจัดหาทุนเพื่อดำเนินการด้านงานก่อสร้าง ถือว่าการดำเนินการจัดหาทุนในระยะแรกเป็นช่วงของการเตรียมสถานที่และจัดงานต่างๆ ได้สำเร็จราบรื่นไปด้วยดี จนเกิดความพร้อมเพื่อการก่อสร้างศาลาประพฤติธรรม

งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ ๒๐ ล้าน จากที่ทางวัดเป็นวัดไม่ได้มีงบประมาณเป็นต้นทุนเลยแม้แต่บาทเดียว ได้เริ่มมาจากต้นทุนแห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์ซึ่งอาตมาเองในฐานะ ผู้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อพระครูไพโรจน์อินทสารเจ้าอาวาสวัดบ้านขะยูง และหลวงตาสงค์ (สา) ปสุโต วัดบ้านขะยูง อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านขะยูง จึงตั้งใจและได้เริ่มต้นขวนขวายเป็นแม่งานเพื่อระดมศรัทธาสานุศิษย์ทั้งหลาย โดยเฉพาะสายสานุศิษย์หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ร่วมกันจัดหาทุนเพื่อดำเนินการก่อสร้างศาลาประพฤติธรรม งานบุญนี้ไม่ได้เกิดจากเจ้าภาพผู้เป็นคฤหบดี เศรษฐี ผู้มากด้วยโภคสมบัติ อันชื่อว่าทรัพย์ภายนอก การได้ทำบุญครั้งนี้มาจากพลังแห่งทรัพย์ภายใน ๗ ประการของเหล่าสานุศิษย์ผู้ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งพลังแห่งทรัพย์ ๗ ประการ คือ

๑. สัทธาธนะ ทรัพย์คือศรัทธา ศรัทธา คือ เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อต่อการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์แห่งบุญย่อมได้บุญ เพราะจุดเริ่มต้นของการจัดสร้างศาลาประพฤติธรรมนี้ เมื่อเกิดเมล็ดพันธ์แห่งบุญที่เกิดมาจากศรัทธา เมล็ดพันธ์แห่งบุญถูกบ่มเพาะจนได้เริ่มงอกงามขึ้น มาจากการรวมพลังกันจากหนึ่งศรัทธากลายเป็นสิบร้อยพันหมื่นศรัทธา ศรัทธาที่รวมกันจึงได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นความเชื่อมั่นว่าได้สร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ เป็นครั้งหนึ่งของชีวิตที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในร่วมสร้างศาลาประพฤติธรรมเป็นวิหารทานไว้ในบวรพระพุทธศาสนา พร้อมกับศรัทธาเชื่อมั่นว่าการได้ร่วมกันทำบุญครั้งนี้ ได้ว่านเมล็ดพันธ์แห่งบุญในนาบุญอันดี หรือได้บ่มเพาะเมล็ดแห่งบุญในนาบุญอันดี เพื่อบูชาคุณของพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่ง ในส่วนของพระสงฆ์นี้ ได้กำหนดเกิดศรัทธาต่อหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน หลวงตาสงค์ (สา) ปสุโต และหลวงพ่อพระครูไพโรจน์อินทสาร เป็นนาบุญอันดีแก่เราทั้งหลาย

ดังนั้น เพราะทรัพย์คือศรัทธาที่เรามีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมย่อมยังความเจริญงอกงามให้แก่จิตใจ ถือว่าเป็นการได้ร่วมกันสร้างบารมี สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อการประพฤติธรรมของพระสงฆ์สามเณร อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายร่วมกัน ความประพฤติเช่นนี้เองก่อเกิดเป็นผู้มีทรัพย์คือศรัทธา
๒. สีลธนะ ทรัพย์คือศีล ศีล คือ ความปกติกายวาจาใจ ในขณะเดียวกันเมื่อเกิดศรัทธามีโอกาสได้หว่านเมล็ดพันธ์แห่งบุญในนาบุญอันดีนี้แล้ว ก็มีโอกาสได้สมาทานรักษาศีล ประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรมแล้วจึงได้ร่วมพลังสร้างศาลาเพื่ออำนวยแก่การได้ประพฤติธรรมรักษาศีลแก่เหล่าสานุศิษย์พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพราะเมื่อเกิดศรัทธาก็มุ่งมั่นศึกษาเรียนรู้แนวคิดคำสอนทั้งหลายของหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดินด้วย  โดยเฉพาะปริศนาธรรมท่านได้แสดงไว้ให้เราทั้งหลายกำหนดพิจารณาด้วยปัญญา

ดังนั้น เมื่อเราทั้งหลายได้กำหนดพิจารณาแล้วจึงทราบแนวประพฤติปฏิบัติแล้วจึงก็ขวนขวายประพฤติปฏิบัติตาม โดยเฉพาะคำสอนซึ่งอยู่ในกรอบแห่งศีล  ๕ ซึ่งได้แก่ ความเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท เป็นต้น ความประพฤติเช่นนี้เองก่อเกิดเป็นผู้มีทรัพย์คือศีล
๓. หิริธนะ ทรัพย์คือหิริ หิริ คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการประกอบบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ความประพฤติทางกาย วาจา ใจ อันเป็นความทุจริตไม่สะอาด ละอายต่อการทำลายชีวิตผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ละอายต่อการขโมยสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ละอายต่อการประพฤติผิดลูกเมียของผู้อื่น ละอายต่อการพูดปด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด ละอายต่อการเสพสุราเมรัยอันเป็นเหตุให้เกิดความประมาท

ดังนั้น จึงสามารถกล่าวโดยสรุปคือละอายต่อการละเมิดศีล ๕ นั้นเอง หิริจึงคือความรู้สึกละอายแก่ใจ ในความทุจริตทั้งหลาย เกิดสำนึกละอายแก่ใจ จึงระวังและป้องกันไม่ประพฤติความทุจริตทางกาย วาจา ใจ เพราะมีความละอายต่อบาปที่จะเกิดขึ้นจากการประพฤติ จะด้วยทางกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี ความประพฤติเช่นนี้เองก่อเกิดเป็นผู้มีทรัพย์คือหิริ

๔. โอตตัปปธนะ ทรัพย์คือโอตตัปปะ โอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการประกอบบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ความประพฤติทางกาย วาจา ใจ อันเป็นความทุจริตไม่สะอาด เมื่อมีความละอาย ชื่อว่า หิริแล้ว ยังมีความสะดุ้งกลัวต่อบาปอีก ชื่อว่า โอตตัปปะ ความประพฤติสะดุ้งกลัวต่อความทุจริตทั้งหลายนั้น เช่น สะดุ้งกลัวต่อการทำลายชีวิตผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น สะดุ้งกลัวต่อต่อการขโมยสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ สะดุ้งกลัวต่อต่อการประพฤติผิดลูกเมียของผู้อื่น สะดุ้งกลัวต่อต่อการพูดปด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด สะดุ้งกลัวต่อต่อการเสพสุราเมรัย

สุรา ได้แก่ สุราแป้ง สุราขนม สุราข้าวสุก สุราใส่เชื้อ สุราผสมเครื่องปรุง

เมรัย ได้แก่ เครื่องดองดอกไม้ เครื่องดองผลไม้ เครื่องดอง น้ำอ้อย เครื่องดองผสมเครื่องปรุง เครื่องดองน้ำผึ้ง (ขุ.ขุ.อ. ๒/๑๗-๑๘) อันเป็นเหตุให้เกิดความประมาท ดังกล่าวมาข้างต้นนี้ คือการละเมิดศีล ๕ เมื่อเกิดความสะดุ้งกลัว ชื่อว่า เกิดโอตตัปปะ

ดังนั้น โอตตัปปะ จึงคือความรู้สึกสะดุ้งกลัวของใจ ในความทุจริตทั้งหลาย เกิดสำนึกรู้ สะดุ้งกลัว ทำให้มีความระวังและป้องกัน เพื่อไม่ประพฤติความทุจริตทางกาย วาจา ใจ เพราะมีความสะดุ้งกลัวต่อบาปที่จะเกิดขึ้นจากการประพฤติ จะด้วยทางกายทุจริตก็ดี วาจาทุจริตก็ดี ใจทุจริตก็ดี ความประพฤติเช่นนี้เองก่อเกิดเป็นผู้มีทรัพย์คือโอตตัปปะ

๕. สุตธนะ  ทรัพย์คือสุตะ สุตะ คือ ผู้ฟัง เป็นคุณสมบัติของพหูสูต เพราะทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมาก ซึ่งธรรมทั้งหลาย มีความประพฤติดีงาม สะอาดกาย สะอาดวาจา สะอาดใจ ย่อมเป็นผู้มีศีลงามในเบื้องต้น มีอริยมรรคงามในท่ามกลาง และมีพระนิพพานงามในที่สุด  ความประพฤติเช่นนี้เองก่อเกิดเป็นผู้มีทรัพย์คือสุตะ

๖. จาคธนะ ทรัพย์คือจาคะ จาคะ คือ การให้ ใจของผู้ให้ย่อมปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน เพราะให้ด้วยใจอันเสียสละอย่างแท้จริง จะให้ด้วยวัตถุทาน อภัยทาน หรือธรรมทาน ก็ให้ด้วยความเสียสละอย่างแท้จริง ถือว่าเป็นผู้มีจาคะอันสละแล้ว ท่นเปรียบผู้นั้นมีฝ่ามือชุ่มด้วยศรัทธาที่สะอาด  ถ้าคนไม่มีศรัทธาแม้จะล้างถึง ๗ ครั้งก็ชื่อว่า มีมือยังไม่ได้ล้าง มีมือสกปรก แต่คนมีศรัทธา แม้มีมือสกปรกก็ชื่อว่ามีมือสะอาดแล้ว ยินดี พอใจ ในการสละ เป็นผู้มีมือสะอาด ย่อมเป็นที่รักแก่ผู้คนทั้งหลาย ความประพฤติเช่นนี้เองก่อเกิดเป็นผู้มีทรัพย์คือจาคะ

๗. ปัญญาธนะ ทรัพย์คือปัญญา ปัญญา คือ ความรอบรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามความเป็นจริง ผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา พิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ มีวิปัสสนาปัญญา และมัคคปัญญา ความเกิดและความดับ ในที่นี้ท่านหมายถึงความเกิดและความดับแห่งเบญจขันธ์ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ  มีความบริสุทธิ์อยู่ห่างไกลจากกิเลสทั้งหลายด้วยวิกขัมภนปหานะ (การละด้วยการข่มไว้) และด้วยสมุจเฉทปหานะ (การละด้วยการตัดขาด) (องฺ.ปญฺจก.อ.๓/๒/๒) จึงถือว่าได้ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า ปัญญาธนะ

ทรัพย์ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นทรัพย์ภายใน เป็นอริยทรัพย์ เป็นคุณสมบัติที่เหล่าสานุศิษย์หลวงปู่สรวง พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้พยายามบำเพ็ญสะสมทรัพย์เหล่านี้ให้สมบูรณ์ แล้วอาศัยกำลังทรัพย์ภายในเหล่านี้ สะท้อนออกมารวมพลังกัน แสดงออกทำหน้าที่สะพานบุญ ทำหน้าที่เป็นผู้นำข่าวสารแจ้งกันให้ทั่วถึงแก่ผู้ประสงค์ร่วมบุญด้วยทรัพย์ภายนอกของตนโดยไม่ลำบากตนและผู้อื่น เพื่อสร้างวิหารทาน อันชื่อว่า ศาลาประพฤติธรรม เป็นทรัพย์ภายนอก อันเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญสมณธรรม ประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย เป็นไปเพื่อความงอกงามแห่งทรัพย์ภายในตลอดทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

จึงถือว่าการได้สร้างศาลาประพฤติธรรมนี้เกิดจากกำลังทรัพย์ภายในเป็นพลังส่งออกมาแล้วอาศัยทรัพย์ภายนอกของผู้มีศรัทธาทำด้วยใจเสียสละเพื่อสร้างทรัพย์ภายนอกนี้ให้สำเร็จ ซึ่งทรัพย์ภายนอกที่ร่วมกันสร้าง ศาลาประพฤติธรรมนี้ จะเป็นสถานที่อำนวยประโยชน์ต่อการสร้างทรัพย์ภายในแก่เราทั้งหลาย ดังนั้นทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นจึงเอื้อประโยชน์ต่อกันอย่างลงตัวน่าอนุโมทนาที่จะเกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

เรียบเรียงโดย พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

 

 

Comments

comments