วันมาฆบูชา : วันแสดงพระคาถาสากลโลก

สานุศิษย์หลวงปู่สรวงทั้งหลาย ร่วมกัน 1 ไลท์ 1 แชร์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
 
วันนี้พอมีเวลาได้นั่งเขียนบทความนี้เป็นการถอดบทเรียนจากวิถีชีวิตที่มีโอกาสได้อยู่ได้ศึกษากับ ทั้งนักปราชญ์ ทั้งเกจิอาจารย์ จึงตกผลึกความคิดออกมาเกี่ยวกับ วันมาฆบูชาว่าเป็นวันแสดงพระคาถาสากลโลก ลองอ่านกันดู หากพอมีประโยชน์บ้างขอถวายเป็นพุทธบูชา
————————–
 
เรื่อง
#วันมาฆบูชา : วันแสดงพระคาถาสากลโลก
 
เมื่อพูดถึงเรื่อง “คาถา” หลายท่านก็จะนึกถึงแต่เรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เพราะหากไม่เคยได้ศึกษาความหมายของคาถาก็จะได้ประโยชน์เพียงเรื่องศรัทธา คือ ความเชื่อว่าเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ส่วนผู้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาทั้งหลาย ท่านจะนึกถึง “คาถา” ที่แปลแล้วเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นประโยชน์ทั้งส่วนแห่งศรัทธาและได้ปัญญาด้วย ท่านจึงมุ่งสอนคาถาที่ต้องแปลความหมายให้ผู้คนเข้าใจด้วย
 
ในส่วนของพระเกจิอาจารย์ทั้งหลาย ท่านก็นำเอาคาถาต่าง ๆ ที่มีที่มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น นำมาใช้สวด กำหนดบริกรรม ทำพิธีปลุกเสกพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลัง สมกับที่ตั้งชื่อพิธีกรรมว่า “พิธีพุทธาภิเษก” มองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นการกำหนดจดจำพระคาถาที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ แล้วสวดกำหนดให้เป็นอุบายเพื่อได้ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ดังนั้น เนื่องในวันนี้เป็นวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา
 
จึงจะขอกล่าวถึงคาถา ๓ คาถา ที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในวันมาฆบูชา ถือเป็นหัวใจ “คาถา” ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่ใช้สอนเหล่าสาวกทั้งหลาย จึงมีความเป็นสากลโลกในทางพระพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้ เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสอนคาถาที่ชื่อว่า พระโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งเมื่อศึกษาตามหลักแห่งโยนิโสมนสิการแล้วย่อมได้ประโยชน์ทั้งด้านศรัทธาและปัญญาอย่างแท้จริง
 
คาถา ๓ คาถา ที่ว่านี้คือ
๑. ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ฯ (ย่อว่า ขัน นิพ นะ สะ)
แปลว่า ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรม ผู้ทำร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
 
๒. สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสะนัง ฯ (ย่อว่า สัพ กุ สะ)
 
แปลว่า การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
 
๓. อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต ปาติโมกเข จะ สังวะโร
มัตตัุตา จะ ภัตตัสมิง ปันตัจะ สะยะนาสะนัง
อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตัง พุทธานะสาสะนันติ ฯ (ย่อว่า อะ อะ ปา มัต ปัน อะ)
 
แปลว่า การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ความสำรวมในปาติโมกข์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด การประกอบความเพียรในอธิจิต นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
 
ตามที่นักปราชญ์ท่านกล่าวสรุปไว้ว่า ในโอวาทปาฏิโมกข์นั้นพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงแสดงถึง อุดมการณ์ ๔ หลักการ ๓ วิธีการ ๖ รวมแล้วคือ ๑๓ ประการ ดังนี้ คือ
 
อุดมการณ์ ๔ ได้แก่ ๑. ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง ๒. นิพพานเป็นบรมธรรม ๓. ผู้ทำร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ๔. ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
 
หลักการ ๓ ได้แก่ ๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ๓. การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
 
และ วิธีการ ๖ ได้แก่ ๑. การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น ๒. การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ๓. ความสำรวมในปาติโมกข์ ๔.ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๕. การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด ๖. การประกอบความเพียรในอธิจิต
 
จากอุดมการณ์ หลักการ วิธีการ ที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ในวันมาฆบูชาดังกล่าวข้างต้นนั้น รวมได้ ๑๓ หัวข้อ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนามาโดยตลอดของพระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลาย ทำให้แม้วันนี้เราก็ได้อานิสงส์ ได้เรียนรู้ ศึกษา จดจำ และนำคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ไปปฏิบัติเพื่อความสงบสุขแห่งชีวิต
 
เพื่อความจำเป็นบทเป็นคาถาอย่างโบราณท่านเวลาจำเอาคาถามาภาวนา ท่านก็มักจะเอาคำแรกของประโยคคาถามารวมเป็นบทคาถาสำหรับบริกรรม ดังนั้น ในส่วนแห่งพระโอวาทปฏิโมกข์ จึงสามารถรวมคาถาได้ ๑๓ คำ สำหรับบริกรรมได้เช่นเดียวกัน คือ ดังนี้ว่า
 
“ ขัน นิพ นะ สะ สัพ กุ สะ อะ อะ ปา มัต ปัน อะ ”
 
ฉะนั้น โอกาสวันมาฆบูชา : วันแสดงพระคาถาสากลโลก ขอให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ตระหนักในความหมายแห่งคาถา กำหนดภาวนาคำบริกรรม เพื่อย้ำทวนความหมาย เพื่อสติ เพื่อสมาธิ เพื่อปัญญา
 
เมื่อพระโอวาทปาฏิโมกข์เป็นหัวใจคำสอนของพระพุทธเจ้า คาถานี้จึงควรเป็น “หัวใจคาถา” ที่พระเกจิอาจารย์ทั้งหลาย เหล่าสานุศิษย์หลวงปู่สรวงทั้งหลาย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย สามารถนำเอาไปกำหนดภาวนาเพื่อเป็นอุบายให้ได้ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยไม่งมงายต่อไป เพราะการกำหนดศึกษาอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญาอีกโสดหนึ่ง
 
พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments