เผยวิธีการไขปริศนาหลวงปู่สรวงให้เป็นปริศนาธรรม

ถามศิษย์ที่ทันหลวงปู่สรวงแทบจะทุกคน บอกว่า หลวงปู่สรวงท่านสอนแบบปริศนาคนตีความเป็นหวยถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แต่น้อยนักจะมีคนตีความปริศนาเป็นธรรมะ

ประเด็นการตีความที่น่าสนใจก็คือการตีความเป็นธรรมะ การตีความปริศนาเพื่อให้เป็นธรรมะ และเพื่อให้ปริศนาเหล่านั้นเป็นปริศนาธรรม เรื่องนี้น่าสนใจ แล้วเราจะตีความอย่างไรนี่คือความท้าทายในการลับคมแห่งสติปัญญาของผู้มีปัญญาทั้งหลายเอง

ดังนั้น วันนี้จะขอเปิดเผยวิธีการไขปริศนาหลวงปู่สรวงให้เป็นปริศนาธรรมเพื่อประโยชน์ในการอบรมปัญญาแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

การตีความเป็นปริศนาธรรมหลวงปู่สรวงสามารถใช้วิธีดังต่อไปนี้

1.นำปริศนาธรรมหลวงปู่สรวงเทียบเคียงกับธรรมะข้อหนึ่งข้อใดหรือหลักธรรมหลักหนึ่งหลักใด

2.อุปมาหลักการหรือวิธีการหรือเป้าหมายของการทำปริศนาธรรมหลวงปู่สรวง ซึ่งการอุปมาจะช่วยให้เกิดประโยชน์แก่การชี้แจง

3.เนื้อความหมายธรรมะต้องชี้แจงให้สอดคล้องกับหลักวิธีการเป้าหมายการทำปริศนาธรรมหลวงหลวงปู่สรวง ซึ่งเนื้อความที่ชี้แจงชัดเจนมากเท่าใดก็จะประโยชน์ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้มากเท่านั้น

เช่น ปริศนาธรรมที่จุดไฟ ประวัติที่มาจากหลวงปู่สรวงให้ศิษย์ ตัดไม้ขนาดใหญ่จำนวน 4 ท่อน สำหรับวางทับซ้อนกันเป็นสี่เหลี่ยม เพื่อกันดินไม่ให้ไหลออก จากนั้นให้เอาดินมาใส่ตรงกลางให้เป็นเนินสำหรับก่อกองไฟ ท่านให้หาท่อนฟืนไม้แห้ง คนละท่อนสองท่อน สำหรับจุดไฟ เมื่อจุดไฟความร้อนของไฟก็จะเผาไหม้ท่อนฟืนจนทำให้ท่อนฟืนสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน

คำว่า “ไม้ขนาดใหญ่จำนวน 4 ท่อน” หมายถึง สติปัฏฐาน 4  คำว่า “ท่อนฟืน” หมายถึง กายานุปัสสนา คำว่า “ความร้อนของไฟ” หมายถึง เวทนานุปัสสนา คำว่า “ไฟไหม้ท่อนฟืน” หมายถึง จิตตานุปัสนา คำว่า “ท่อนฟืนสลายเป็นเถ้าถ่าน” หมายถึง ธัมมานุปัสสนา

อธิบายได้ดังนี้ สติปัฏฐาน แปลว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ หรือการปฏิบัติมีสติเป็นประธาน (พระไตรปิฎกภาษาไทย อรรถกถา เล่ม 1 ข้อ 106 : 253)  เปรียบเสมือน ไม้จำนวนสี่ท่อนวางทับกันเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับเป็นที่ตั้งเป็นประธานของดินที่จุดไฟและเพื่อไม่ให้กั้นดินไม่ให้ไหลออก สติปัฏฐานมีอยู่ 4 ประการ (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม 10 ข้อ 372 : 301-302) ดังนี้

คำว่า “ท่อนฟืน” หมายถึง กายานุปัสสนา กาย (ท่อนกระดูก) เปรียบเสมือน ท่อนฟืน เมื่อพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ตามหลักการพิจารณากายในกาย (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม 10 ข้อ 374-379 : 302-313) เช่น พิจารณาท่อนกระดูกกองอยู่ ทั้งท่อนเล็กท่อนใหญ่หรือซากศพอันเขาทิ้งไว้ในป่าช้าซึ่งเป็นกระดูกผุป่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เปรียบดังท่อนฟืนไม้แห้งชิ้นเล็กชิ้นน้อย พิจารณาว่า เราเองก็ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้ อย่างนี้เป็น กายานุปัสสนา

คำว่า “ความร้อนของไฟ” หมายถึง เวทนานุปัสสนา เวทนา เปรียบเสมือน ความร้อน ของไฟ เมื่อเวทนาที่เกิดขึ้นกับกายและใจ แม้เมื่อใจ เสวยเวทนา ได้แก่  สุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง ทั้งอิงอามิสและไม่อิงอามิส เมื่อใจเสวยเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใด ให้กำหนดรู้ชัดอาการเหล่านั้น อย่างนี้เป็น เวทนานุปัสสนา

คำว่า “ไฟไหม้ท่อนฟืน” หมายถึง จิตตานุปัสนา จิต เปรียบเสมือนไฟ เป็นไฟที่กำลังอิงอาศัยไม้ให้ปรากฎไฟขึ้น อันเปรียบเสมือน จิตอิงอาศัยกายนั้น เมื่อเห็นใจมีราคะ หรือ มีโมหะ หรือ  มีโทสะ หรือใจปราศจากราคะ หรือ ปราศจากโทสะ หรือ ปราศจากโมหะ หรือ ใจหดหู่ หรือ ใจฟุ้งซ่าน หรือ ใจเป็นมหัคคตะ หรือ ใจไม่เป็นมหัคคตะ หรือ ใจมีใจอื่นยิ่งกว่า หรือ ใจไม่มีใจอื่นยิ่งกว่า ใจเป็นสมาธิ หรือ ใจไม่เป็นสมาธิ หรือ ใจหลุดพ้น หรือ ใจไม่หลุดพ้น เมื่อเห็นใจมีอาการชัดอย่างหนึ่งอย่างใดปรากฏขึ้น ก็ให้กำหนดรู้ชัดอาการนั้น ๆ ตามความเป็นจริง อย่างนี้เป็น จิตตานุปัสานา

คำว่า “ท่อนฟืนสลายเป็นเถ้าถ่าน” หมายถึง ธัมมานุปัสสนา ธรรม เปรียบเสมือน ท่อนฟืนสลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อหมวดธรรมที่ปรากฎ คือ หมวดขันธ์ (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม 10 ข้อ 382-403 : 316-338) หมายถึง อุปาทานขันธ์ เมื่อกำหนดพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายดังนี้  ลักษณะท่อนฟืน เมื่อถูกไฟซึ่งมีความร้อนได้เผาไหม้ท่อนฟืน อดีตเป็นอย่างนี้ ปัจจุบันไฟไหม้เป็น อย่างนี้ และอนาคตเมื่อไฟไหม้แล้วเป็นแบบนี้  เปรียบเสมือน เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  เป็นอย่างนี้ ความเกิดแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอย่างนี้ ความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอย่างนี้ เมื่อเห็นธรรมได้ปรากฏขึ้นก็ให้กำหนดรู้ชัดธรรมเหล่านั้น ตามความ  เป็นจริง อย่างนี้เป็น ธัมมานุปัสสนา

กล่าวมาข้างต้นนี้ เมื่อมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า “ กาย เวทนา จิต ธรรมมีอยู่ ”   เพียงเพื่ออาศัยการได้เจริญญาณและเจริญสติเท่านั้น โดยไม่อาศัยตัณหาและทิฏฐิ และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ ในโลกนี้ทั้งปวง การพิจารณาเช่นนี้เป็นการพิจารณาตามหลักสติปัฏฐาน 4  คือ เห็นกาย ในกาย เห็นเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นการกำหนดรู้ คือ มีสติอยู่เฉพาะหน้า ตลอดทั้ง กาย เวทนา จิต ธรรม นั้นเอง

วิธีการไขความหมายปริศนาธรรมหลวงปู่สรวง ดังกล่าวมีที่มาจากหลักการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “สูตรเพื่อประโยชน์แก่การเทียบเคียง ข้ออุปมา เพื่อประโยชน์แก่การชี้แจง เนื้อความเพื่อประโยชน์ที่จะให้เขาเข้าใจ” (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม 8 ข้อ 366 : 551)

เรียบเรียงโดย พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

Comments

comments