จริงที่สุดในโลกนี้ที่บุคคลพูดกันมีเพียง ๓ ภาษา

 

วันนี้เอาเรื่องของภาษาพูดมาศึกษาดูกัน น่าสนใจตรงที่ว่า ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึงภาษาพูดในโลกนี้ปรากฎว่า มีอยู่ ๓ ภาษา คือ ๑.ภาษาคูถ ๒.ภาษาดอกไม้ ๓.ภาษาน้ำผึ้ง ทั้ง ๓ ภาษานี้ เป็นการจำแนกภาษาในทางธรรมที่ครอบคลุมการกล่าวของบุคคลทั้งหมดในโลกนี้ ส่วนภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของแต่ละประเทศหรือท้องถิ่นก็คนละเรื่องกันกับเรื่องภาษาที่กล่าวถึงนี้

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

๑) บุคคลผู้พูดภาษาคูถ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้อยู่ในสภา อยู่ในบริษัท อยู่ท่ามกลางหมู่ญาติ อยู่ท่ามกลางหมู่ทหาร หรืออยู่ท่ามกลางราชสำนัก ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า “ท่านรู้สิ่งใด จงกล่าวสิ่งนั้น” บุคคลนั้นไม่รู้ก็กล่าวว่า “รู้” หรือรู้ก็กล่าวว่า “ไม่รู้” ไม่เห็นก็กล่าวว่า “เห็น” หรือเห็นก็กล่าวว่า “ไม่เห็น”

กล่าวเท็จทั้งที่รู้เพราะตน เป็นเหตุบ้าง เพราะบุคคลอื่นเป็นเหตุบ้าง เพราะเหตุคือเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า บุคคลผู้พูดภาษาคูถ

๒) บุคคลผู้พูดภาษาดอกไม้ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้อยู่ในสภา อยู่ในบริษัท อยู่ท่ามกลางหมู่ญาติ อยู่ท่ามกลางหมู่ทหาร หรืออยู่ท่ามกลางราชสำนัก ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า

“ท่านรู้สิ่งใด จงกล่าวสิ่งนั้น” บุคคลนั้นไม่รู้ก็กล่าวว่า “ไม่รู้” หรือรู้ก็กล่าวว่า “รู้” ไม่เห็นก็กล่าวว่า “ไม่เห็น” หรือเห็นก็กล่าวว่า “เห็น” ไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้เพราะตน เป็นเหตุบ้าง เพราะบุคคลอื่นเป็นเหตุบ้าง เพราะเหตุคือเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า บุคคลผู้พูดภาษาดอกไม้

๓) บุคคลผู้พูดภาษาน้ำผึ้ง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ละเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ คือพูดแต่คำที่ไม่มี โทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ นี้เรียกว่า บุคคลผู้พูดภาษาน้ำผึ้ง

ดังกล่าวมาข้างต้น เพื่อให้พิจารณาย้อนมาสำรวจคำพูดตนเองว่าทุกวันนี้ว่าเรากำลังพูดภาษาอะไร

หากกำลังกล่าวภาษาคูถ แสดงว่ากำลังละเมิดศีล ข้อ ๔ เป็นมิจฉาวาจา ประพฤติทุจริตทางวาจา เพราะกำลังกล่าวเท็จ ภาษาคูถ ไม่ควรพูด ต้องละเว้นไว้ ในฐานะชาวพุทธผู้สมาทานศีลอยู่เป็นนิตย์ด้วย อีกทั้งภาษาคูถเป็นภาษาที่น่ารังเกียจ พูดแล้วก็เหม็นคลุ้ง ใครได้ยินคำพูดแบบนี้เขาก็มีแต่จะเดินหนี เป็นบุคคลไม่น่าคบสมาคม

ส่วนภาษาดอกไม้ เป็นภาษางดงาม เพราะพูดในสิ่งที่รู้ ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ ไม่กล่าวคำเท็จ
เพราะตนเป็นเหตุ ผู้อื่นเป็นเหตุ หรือ เพราะเห็นแก่อามิส ก็ไม่พูดคำเท็จ

ภาษาดอกไม้ เป็นภาษาที่หอม ใครพูดภาษาดอกไม้ใครๆก็ชื่นชม เป็นผู้มีปกติรักษาซึ่งศีลข้อ ๔ เป็นนิตย์ ใครก็ปรารถนาคบสมาคม

ภาษาสุดท้าย คือ ภาษาน้ำผึ้ง เป็นภาษาที่หวาน คือ พูดละเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ พูดแต่คำที่ไม่มี โทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง

ภาษาน้ำผึ้ง เมื่อพูดแล้วมักทำให้คนส่วนมาก พอใจ รักใคร เป็นผู้ประพฤติศีล ข้อ ๔ นั่นเอง

ภาษาดอกไม้และภาษาน้ำผึ้ง เป็นสัมมาวาจา เป็นความประพฤติสุจริตทางวาจา

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ภาษาพูดในโลกนี้มองในแง่คำสอนเชิงปริศนาธรรม มี ๓ ภาษา คือ

๑.ภาษาคูถ (ภาษาเหม็น) เป็นมิจฉาวาจา ประพฤติทุจริตผิดศีลข้อ ๔

๒.ภาษาดอกไม้ (ภาษาหอม) และ ๓.ภาษาน้ำผึ้ง (ภาษาหวาน) เป็นสัมมาวาจา ประพฤติสุจริตรักษาศีลข้อ ๔

ดูหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน เป็นตัวอย่างท่านพูดแต่คำจริง เช่น มีคนเคยถามอายุท่านท่านมักจะบอกว่า ไม่รู้หรอก (มันเด็งเต) แต่ถ้าท่านบอกเป็นเลขจำนวนคนเอาไปซื้อหวยก็ถูกอีก หลวงปู่สรวงพูดแต่ภาษาดอกไม้และภาษาน้ำผึ้ง ผู้คนจึงเคารพศรัทธาท่าน ท่านพูดน้อยแต่พูดไม่สร้างความเดือนร้อนให้ใคร สานุศิษย์ทั้งหลายจึงรักใครพอใจศรัทธาท่านอย่างยิ่ง

พระอาจารย์อดิศักดิ์ วชิรปญฺโญ

อ้างอิง
พระไตรปิฏก ฉบับภาษาไทย เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๒๘ หน้าที่ ๑๗๗

Comments

comments